<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Soc-Ant Café &#187; The Gods must be crazy</title>
	<atom:link href="http://socantcafe.org/tag/the-gods-must-be-crazy/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://socantcafe.org</link>
	<description>ตึ่งโป๊ะ!</description>
	<lastBuildDate>Tue, 30 Mar 2010 19:39:28 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>โลก-นอก/ใน-หนัง : The gods must be crazy</title>
		<link>http://socantcafe.org/2009/03/godandtim/</link>
		<comments>http://socantcafe.org/2009/03/godandtim/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Mar 2009 02:35:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>onlyying</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[The Gods must be crazy]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีวิวัฒนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[อารยธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เวลา]]></category>
		<category><![CDATA[โลก-นอก/ใน-หนัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://socantcafe.org/?p=93</guid>
		<description><![CDATA[The God Must be Crazy   : ความสุขของคน “ไม่มีเวลา”
โดย : ปอ
มากกว่าเสียงหัวเราะ“เทวดาท่าจะบ๊องส์” ยังถูกโครงการโลกนอก/ในหนังนำมาฉายในฐานะงาน ethnography ชิ้นหนึ่ง ให้เรา”นั่งคุย” กันและได้ “ขบคิด” แง่มุมต่างๆ ในเชิงมานุษยวิทยา หลากหลายเรื่องราวที่สุดแต่สายตาจะมองเห็น
..แต่ประเด็นหนึ่ง ที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงที่การเปรียบเทียบความต่างระหว่างโลก 2 ขั้ว ให้ผู้ชมได้เห็นอย่างชัดเจน ก็คือ โลกของ “ชนเผ่า” (Bushman) และโลกในเมืองที่เต็มไปคนมีอารยธรรม (Civiled man) น่าสนใจว่า มาตรวัดระดับความเจริญของสังคมทั้ง 2 นี้อยู่ที่อะไร??
..คงอยู่ที่ใครมอง..หรือมองโดยใช้เกณฑ์อะไรเป็นตัววัด
..เพราะถ้าใช้ความต่างกันของระดับการพัฒนาเทคโนโลยี ความรู้ การเน้นผลิตวัตถุ และการจัดการเวลาให้คุ้มค่าทุกนาทีอย่างนั้นหรือ?? ถ้าเป็นนั้น สังคมชนเผ่าเล็กๆ ของ Xi คงแพ้ราบคาบ
แต่ถ้าวัดกันที่ระดับความสุขล่ะ&#8230;การพัฒนาทางวัตถุมากมายจะมีความหมายสักเพียงไหน??

โครงเรื่องอย่างคร่าว..

ในหนังเล่าชีวิตของกลุ่มครอบครัว Xi (Bushman กลุ่มหนึ่งในคาลาฮารี) ที่ต้องอยู่อาศัยในดินแดนที่ขาดแคลนน้ำ จนผู้คนกลุ่มอื่นและสัตว์หลายประเภทต้องอพยพจากที่นี้ไปในฤดูแล้งที่ยาวนานติดต่อกันถึง 9 เดือน ในขณะที่กลุ่มครอบครัวของ Xi เชื่อว่าพระเจ้าสร้างแต่สิ่งที่มีประโยชน์มาให้ ไม่มีสิ่งชั่วร้าย แม้แต่เรื่องที่ขาดแคลนน้ำ (ในสายตาคนอื่น) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><strong>The God Must be Crazy   : ความสุขของคน “ไม่มีเวลา”</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>โดย : ปอ</strong></p>
<p>มากกว่าเสียงหัวเราะ“เทวดาท่าจะบ๊องส์” ยังถูกโครงการโลกนอก/ในหนังนำมาฉายในฐานะงาน ethnography ชิ้นหนึ่ง ให้เรา”นั่งคุย” กันและได้ “ขบคิด” แง่มุมต่างๆ ในเชิงมานุษยวิทยา หลากหลายเรื่องราวที่สุดแต่สายตาจะมองเห็น</p>
<p>..แต่ประเด็นหนึ่ง ที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงที่การเปรียบเทียบความต่างระหว่างโลก 2 ขั้ว ให้ผู้ชมได้เห็นอย่างชัดเจน ก็คือ โลกของ “ชนเผ่า” (Bushman) และโลกในเมืองที่เต็มไปคนมีอารยธรรม (Civiled man) น่าสนใจว่า มาตรวัดระดับความเจริญของสังคมทั้ง 2 นี้อยู่ที่อะไร??</p>
<p>..คงอยู่ที่ใครมอง..หรือมองโดยใช้เกณฑ์อะไรเป็นตัววัด</p>
<p>..เพราะถ้าใช้ความต่างกันของระดับการพัฒนาเทคโนโลยี ความรู้ การเน้นผลิตวัตถุ และการจัดการเวลาให้คุ้มค่าทุกนาทีอย่างนั้นหรือ?? ถ้าเป็นนั้น สังคมชนเผ่าเล็กๆ ของ Xi คงแพ้ราบคาบ</p>
<p>แต่ถ้าวัดกันที่ระดับความสุขล่ะ&#8230;การพัฒนาทางวัตถุมากมายจะมีความหมายสักเพียงไหน??<br />
<span id="more-93"></span><br />
โครงเรื่องอย่างคร่าว..<br />
<img class="size-full wp-image-94 alignleft" style="border: 10px solid black; margin: 10px;" title="the-gods-must-be-crazy-1" src="http://socantcafe.org/uploads//2009/03/the-gods-must-be-crazy-1.gif" alt="the-gods-must-be-crazy-1" width="247" height="346" /><br />
ในหนังเล่าชีวิตของกลุ่มครอบครัว Xi (Bushman กลุ่มหนึ่งในคาลาฮารี) ที่ต้องอยู่อาศัยในดินแดนที่ขาดแคลนน้ำ จนผู้คนกลุ่มอื่นและสัตว์หลายประเภทต้องอพยพจากที่นี้ไปในฤดูแล้งที่ยาวนานติดต่อกันถึง 9 เดือน ในขณะที่กลุ่มครอบครัวของ Xi เชื่อว่าพระเจ้าสร้างแต่สิ่งที่มีประโยชน์มาให้ ไม่มีสิ่งชั่วร้าย แม้แต่เรื่องที่ขาดแคลนน้ำ (ในสายตาคนอื่น) พวกเขามีวิธีหาน้ำได้อย่างมหัศจรรย์ เช่น นำใบไม้ไปรองน้ำค้าง เด็กๆ เอาปากเล็มน้ำค้างจากดอกหญ้า หรือวิธีขุดน้ำจากรากไม้ที่อยู่ใต้ดิน พวกเขาเป็นพวกที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ออกป่าล่าสัตว์โดยใช้ยาสลบ ขอโทษมันก่อนจะฆ่าและอธิบาย (กับมัน) ว่าจำเป็นต้องทำเพื่อนำมายังชีพ</p>
<p>กลุ่ม Xi ใช้ชีวิตอยู่อย่างค่อนข้างสันโดษ นานปีจึงจะพบกับ Bushman กลุ่มอื่นๆ สักครั้งและที่สำคัญไม่ได้ติดต่อกับเมืองที่มีอารยธรรมเลิศหรู พวกเขาเป็นคนสุภาพ ภาษาจะออกเสียง “ก๊อกๆ” เป็นสังคมขนาดเล็กที่ไม่มีอาชญากรรม การลงโทษ ความรุนแรง หรือกฎหมาย พวกเขาไม่รู้จักความเป็นเจ้าของ อยู่ในที่ๆ มีแต่ต้นไม้ใบหญ้า สัตว์ป่า เครื่องมือที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือ ไม้ และกระดูกสัตว์..</p>
<p>หนังตัดภาพมายัง…</p>
<p>เมืองที่อยู่ห่างลงมาทางใต้ราว 600 ไมล์..ผู้คนที่มีอารยธรรม (civiled man) กำลังแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างขะมักเขม้น รถราวิ่งกันขวักไขว่ จอแจ เสียงพากษ์อธิบายว่าคนเมืองเหล่านี้ไม่รู้จักปรับตนเองเข้ากับสภาพแวดล้อม สร้างถนน ยานพาหนะ เครื่องจักร พยายามสร้างสิ่งต่างๆ เพื่อปรับชีวิตให้ง่ายขึ้น แต่ยิ่งปรับเท่าไรพวกเขาก็ยิ่งต้องมีชีวิตอยู่อย่างซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น เด็กๆ ในเมืองต้องเรียนหนังสือยาวนานเพื่อที่จะเรียนรู้การอยู่ในโลกที่ซับซ้อนใบนั้น</p>
<p>คนเมืองมีชีวิตที่ถูกกำหนดให้ทำงานแข่งกับเวลา เช่น  7.30 น.ออกจากบ้าน 8.00 น. เข้าทำงาน 10.30 น.พักทานของว่าง และ 10.45 น.ก็ทำงานต่อ&#8230;ตรงกันข้าม อย่างสิ้นเชิงกับกลุ่มของ Xi ที่ไม่มีแม้วันจันทร์ วันอังคาร หรือวันอาทิตย์ เพราะพวกเขา “ไม่มีเวลา” และชีวิตก็ไม่ได้ตกอยู่ใต้อำนาจของเข็มนาฬิกาให้มีตารางแบบนั้น พวกเขามีชีวิตอย่างเรียบง่าย</p>
<p>..และแล้วสิ่งสำคัญก็เกิดขึ้น</p>
<p>จู่ๆ วันหนึ่งเจ้านกยักษ์ที่บินได้โดยไม่ขยับปีกก็ทิ้ง..ขวดโค้ก ตกลงมาให้ Xi เห็น กลุ่ม Xi แปลกใจกับเครื่องแก้วที่สวยงาม และสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งเป็นที่รีดหนังงูให้เรียบ ใช้โขก กะเทาะ ตำเปลือกไม้ ใช้เป่าเป็นเพลง เป็นต้น แต่เมื่อมันมีประโยชน์ต่างๆ นาน สิ่งที่ไม่คาดฝันก็ตามมา ผู้คนในกลุ่มก็เริ่มมีการทะเลาะ อิจฉา และทำร้ายกันเพื่อการแย่งชิงมัน ความรู้สึกอยากเป็นเจ้าของเริ่มเกิดขึ้น</p>
<p>Xi รู้สึกว่า มันเป็น “สิ่งชั่วร้าย” เขาขว้างมันขึ้นฟ้าเพื่อส่งกลับคืนพระเจ้า แต่พระเจ้าก็ไม่รับคืน ..ภารกิจการผจญภัยของ Xi จึงเริ่มต้นขึ้น เมื่อเขาตัดสินใจจะพาเจ้าสิ่งชั่วร้ายนี้ไปทิ้งยังสุดขอบโลกให้ได้&#8230;</p>
<p>จากการนำเสนอความแตกต่างของทั้ง 2 สังคมอย่างคร่าวๆ ข้างต้นพอจะมีประเด็นให้มองและถกเถียงกันบ้าง&#8230;</p>
<p><strong>“ชุมชน (?)” และการมาถึงของขวดโค้ก</strong></p>
<p>..ถ้าเราตีความเอาดื้อๆ ว่า “ขวดโค้ก” เป็นสัญลักษณ์ของระบบทุนนิยม ตกจากเครื่องบิน (สัญลักษณ์ของความกระชับแน่นของเวลาและสถานที่) มาลงตรงหน้า Xi ถ้ามองดีๆ แล้ว มันก็เปรียบเสมือน..การมาเจอกันของ “โลกคู่ขนาน” ที่หนังพยายามอธิบายมาแต่แรกว่ามีความแตกต่างกันมากเท่าไร หรือถ้าจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การมาถึงของทุนนิยมในสังคมที่ห่างไกลของ Xi เป็นครั้งแรก</p>
<p>ความน่าสนใจประการหนึ่ง หากเราตั้งคำถามว่า..ก่อนที่ขวดโค้กจะหล่นลงมา สังคมเล็กๆ ของ Xi เป็นชุมชนปิด (ดังในจินตนาการของนักมานุษยวิทยาว่า เป็นชุมชนที่อยู่ห่างไกลซึ่งความเจริญ..มีวัฒนธรรมดั้งเดิมแบบปิดมิดชิด บริสุทธิ์ และไม่ติดต่อกับกลุ่มอื่นๆ เลย) จริงหรือไม่?</p>
<p>เมื่อแรกเริ่มหนังฉายราวกับก่อนหน้านี้ว่า ครอบครัวของ Xi ไม่เคยติดต่อกับเมืองแห่งอารยธรรมมาก่อน (อย่างน้อยก็ทางตรง) แต่หนังไม่ปฏิเสธการมาเจอกันนานๆ ครั้งระหว่าง Bushman กลุ่มอื่นๆ (เพราะถ้าอธิบายว่าไม่มีการติดต่อกับกลุ่มอื่นเลย เพื่อนๆ ในห้องตั้งคำถามอย่างสมเหตุสมผลว่า “แล้วเขาจะแลกผู้หญิงกันอย่างไร”)</p>
<p>ดังนั้น เราจึงอธิบายไม่ได้ว่า สังคมเล็กของ Xi แรกเริ่มนั้นเป็นชุมชนปิด! เพราะยังมีการติดต่อไหลเวียนกับ Bushman กลุ่มอื่นบ้างถึงแม้นานๆ ครั้ง แต่เพิ่งมาปะทะกับ (สัญลักษณ์ของ) ทุนนิยมโดยตรงก็เมื่อขวดโค้กหล่นลงมาจากฟากฟ้า</p>
<p>ความน่าสนใจประการที่สอง ขวดโค้กนั้น ทำอะไรกับสังคมเล็กๆ ใบนั้นของ Xi บ้าง?</p>
<p>สมมุติว่าลองคิดใหม่ว่า ขวดโค้กตกจากเครื่องบินแล้วแตกไป อันนี้อาจสรุปตีความไปได้ว่าไม่มีผล (สัญลักษณ์ของ) ทุนนิยมนั้น เข้าถึงสังคมเล็กๆ ของ Xi ไม่ได้..</p>
<p>แต่ความเป็นจริง (ในหนัง) ขวดโค้กยังอยู่ และกลุ่มของ Xi ก็ได้ใช้ประโยชน์จากมัน จนนำมาซึ่งความขัดแย้ง และความอยากเป็นเจ้าของ ซึ่งก่อนหน้าความรู้สึกเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นในกลุ่มของ Xi พวกเขาจึงเลือกวิธีการที่จะต่อรองกับมัน ด้วยการโยนมันขึ้นฟ้าบ้าง เอาไปฝังบ้าง แต่มันกลับมีพลังผลักดันให้ Xi ต้องออกมาผจญภัยภายนอกในที่สุด</p>
<p>มีเพื่อนในห้องลองคิดว่า ปัญหาการแย่งกันใช้ขวดโค้กของกลุ่ม Xi เกิดขึ้น ก็เพราะพวกเขาไม่สามารถหาทางกับมันได้ ไม่เหมือนน้ำ (ที่ถึงแม้ขาดแคลนในสายตาคนอื่นๆ) แต่เพราะรู้วิธีว่าจะจัดการมันอย่างไร พวกเขาจึงยังคงดำรงชีวิตอยู่ได้ และไม่รู้สึกว่าน้ำเป็นสิ่งที่ขาด..ตรงกันข้ามกับขวดโค้ก ที่มีแค่ขวดเดียว ทั้งยังเป็นของแข็งแบ่งออกไม่ได้ ที่สำคัญพวกเขายังไม่สามารถผลัดกันใช้ได้อย่างยุติธรรมได้ (เพราะอย่าลืมว่า สังคมเล็กๆ ของกลุ่ม Xi นั้นไม่มีซึ่งการจัดการเวลา)..ซึ่งหากเราตั้งคำถามต่อไปว่า ถ้าในที่สุด Xi ไม่ตัดสินปัญหาด้วยการนำมันไปโยนทิ้ง จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับคนในกลุ่มนั้น&#8230;ความขัดแย้งที่ไม่รู้จบ? หรือการแบ่งปันที่ลงตัวจะเกิดขึ้นได้ ในสักวัน?</p>
<p><strong>“เวลา” กับการโหยหาความสุข</strong></p>
<p>แม้หนังเรื่องนี้ ในมุมหนึ่งถือได้ว่ายังตกอยู่ใต้ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างเด่นชัด คือ การนำเสนอภาพความเจริญก้าวหน้าของสังคมระดับต่างๆ ท่ามกลางความมากน้อยของการก้าวล้ำเข้ามาของคนผิวขาว</p>
<p>เช่น หนังให้ภาพ “คนมีอารยธรรม” ในแหล่งเมืองที่เต็มไปด้วยคนขาว กำลังมุ่งมั่นพัฒนาสังคมตนเองอย่างเต็มที่ เน้นการผลิต วัตถุ ผู้คนพากันกำหนดการจัดการเวลาขึ้นมา เพื่อให้มันกลายมาเป็นตัวกำหนดชีวิตพวกเขาอีกที เมื่อต้องทำงานแข่งกับเวลาที่แทบจะมีค่ายิ่งทุกนาทีๆ เหล่านั้น…ถัดลงมาหน่อย คือ สังคมระดับเล็กลงมา ที่นางเอกอยู่ (เธอเป็นคนขาวแต่เบื่อความเครียดของเมืองเจริญแล้วที่ตนเองอยู่ จนคิดอยากจะมาเป็นครูที่บอสวานาแห่งนี้) ที่นี่เริ่มตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง มีการเพาะปลูก มีศาสนา (สาธุคุณเป็นคนขาว) และมีโรงเรียนที่นางเอกมาสอน “ภาษาอังกฤษ”…และระดับสังคมที่เจริญน้อยที่สุดลำดับสุดท้ายคือ สังคมเล็กๆ ของกลุ่ม Xi ที่ยังคงดำรงชีวิตไว้ด้วยการล่าสัตว์ หาของป่าเป็นอาหาร มีแต่การผลิตเพื่อยังชีพ ไม่ต้องแข่งกับเวลา (ที่ไม่มีเสียเลย) และไม่รู้สึกถึงการเป็นเจ้าของทรัพยากรใดๆ เลยเพราะกลุ่มตนต้องพึ่งพิงธรรมชาติอย่างเต็มที่ เป็นต้น</p>
<p>แต่นอกจากการนำเสนอภาพระดับสังคมต่างๆ แล้วนั้น เราคิดวายังมีอยากหนึ่งที่สำคัญมากกว่า ที่หนังต้องการนำเสนอ..ก็คือเรื่อง “ความสุขของการมีชีวิตอยู่” ที่หนังพยายามตั้งคำถามกับมันว่าจริงๆ แล้ว มันอยู่ที่ไหน??</p>
<p>หนังพยายามเสียดสีสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ผู้คนกลับ (ถูกบังคับ) ให้ทำงานสัมพันธ์กับเวลาตามระบบ มุ่งหน้าหาเงินด้วยการเดินตามเป้าหมายขององค์กร (ไม่ใช่เป้าหมายของชีวิตตนเอง) จนเริ่มชินชาและหลงลืมความสุขของการมีชีวิตอยู่&#8230;อีกนัยหนึ่ง หนังเรื่องนี้จึงอาจเป็นอีกเรื่องที่ต้องการวิพากษ์กระแสการพัฒนาแบบทุนนิยมด้วยการหันมามองความสุขในชีวิตที่เรียบง่ายอย่างสุดโต่งเช่นที่กลุ่ม Xi เป็น</p>
<p>…เรื่องราวที่หนังนำเสนอ บางคราวมันก็ตั้งคำถามในสิ่งที่สังคมเมืองกำลังขาดหาย ว่ากำลังโหยหาสิ่งใดหรือไม่??</p>
<p>จะว่าไป เทวดาท่าจะบ๊องส์ ก็คล้ายๆ Wall e ในมิตินี้ เพราะขณะที่ Wall e เสียดสีทุนนิยมด้วยการจินตนาการถึงอนาคตที่ไกลโพ้น เทวดาท่าจะบ๊องส์กลับหันมามองสังคมเล็กๆ ที่เรียบง่ายที่สุดในความหมายคล้ายๆ กัน</p>
<p><strong>สิ่งที่หายไปและสิ่งที่เหลืออยู่..</strong></p>
<p>ในช่วงสุดท้าย คิดว่าหนังมันจบแบบ classic เกินไปหรือเปล่า??</p>
<p>จบแบบที่ Xi สามารถนำขวดโค้กไปทิ้งได้ แล้วกลับมายังสังคมเล็กๆ ของตนเองที่ราวกับทุกอย่างจะเป็นอย่างเดิมเสมอไป เสมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นในสังคมเล็กๆ ตรงนั้น</p>
<p>แต่ทุกอย่างจะเหมือนเดิมจริงๆ หรือไม่??..อย่างน้อย ผู้คนของ Xi ก็ต้องคิดถึงหรือจดจำอดีตที่เคยเปลี่ยนแปรอย่างกะทันหันช่วงหนึ่งได้ จำความขัดแย้งและการบาดเจ็บที่เคยเกิดขึ้นได้ หรืออาจจะคิดถึงอยากนำขวดโค้กกลับมาใช้อีก..โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Xi กับเรื่องราวการผจญภัยที่เกิดขึ้น การได้พบเห็นผู้คนมากมายและโลกที่ต่างออกไปจากของตนเอง สิ่งเหล่านี้อาจจะถูกถ่ายทอดให้ผู้คนในกลุ่มนั้นฟังจากรุ่นสู่รุ่น หรือแม้กระทั่งผลต่อตัวของ Xi เอง ซึ่งอาจเปลี่ยนความคิดที่มีต่อโลกไปเดิมไปบ้าง&#8230;</p>
<p>&#8212;-</p>
<p>บางทียามเราดูหนังเรื่องนี้แล้วหัวเราะ ทั้งๆ ที่อีกใจก็ตั้งคำถาม..</p>
<p>..ว่าเรากำลังเลือกมีความสุขในการใช้ชีวิต แบบคน “ไม่มีเวลา” แบบไหน??</p>
<p>(ก็ชีวิตมันไม่ง่ายเลยนี่!!..^  ^)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://socantcafe.org/2009/03/godandtim/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โลก-นอก/ใน-หนัง : The gods must be crazy and The Sleeping Dictionary</title>
		<link>http://socantcafe.org/2009/03/schoolinthefilm/</link>
		<comments>http://socantcafe.org/2009/03/schoolinthefilm/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Mar 2009 14:53:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>onlyying</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[The Gods must be crazy]]></category>
		<category><![CDATA[The Sleeping Dictionary]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://socantcafe.org/?p=85</guid>
		<description><![CDATA[จุดเล็กๆจุดหนึ่งที่ไม่โดดเด่นและคงไม่ใช่จุดเน้นของ ‘เทวดาท่าจะบ๊อง’ ทั้งโดย รูปลักษณ์และการนำเสนอแต่สะกิดใจผู้เขียนอย่างมากคือเรือนไม้ชั้นเดียว หน้าต่างรอบด้านหลังนั้น  สถานที่ที่พระเอก(รึเปล่า?) ต้องเคาะประตูตามธรรมเนียมตะวันตกทุกครั้งก่อนเข้าไปพบคุณครูสาวสวย  ใช่แล้ว ผู้เขียนกำลังพูดถึงโรงเรียน แต่ไม่ใช่ด้วยความติดใจกับลักษณะทางสถาปัตยกรรมแต่ติดใจว่าทำไมต้องตั้ง โรงเรียนเพื่อสอนภาษาอังกฤษกับคนในอีกทวีปหนึ่งซึ่งในชีวิตประจำวันไม่ได้ ใช้ภาษาอังกฤษเลยด้วย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>The God Must be Crazy</strong><strong> and Sleeping Dictionary</strong><strong> : เมื่อตัวตนหายไปใน “โรงเรียน”</strong></p>
<p><strong>เขียนโดย NIK</strong></p>
<p><strong><img class="aligncenter size-full wp-image-87" title="The God must be crazy" src="http://socantcafe.org/uploads//2009/03/gods2.jpg" alt="The God must be crazy" width="300" height="212" /></strong></p>
<p>จุดเล็กๆจุดหนึ่งที่ไม่โดดเด่นและคงไม่ใช่จุดเน้นของ ‘เทวดาท่าจะบ๊อง’ ทั้งโดย รูปลักษณ์และการนำเสนอแต่สะกิดใจผู้เขียนอย่างมากคือเรือนไม้ชั้นเดียว หน้าต่างรอบด้านหลังนั้น  สถานที่ที่พระเอก(รึเปล่า?) ต้องเคาะประตูตามธรรมเนียมตะวันตกทุกครั้งก่อนเข้าไปพบคุณครูสาวสวย  ใช่แล้ว ผู้เขียนกำลังพูดถึงโรงเรียน แต่ไม่ใช่ด้วยความติดใจกับลักษณะทางสถาปัตยกรรมแต่ติดใจว่าทำไมต้องตั้งโรงเรียนเพื่อสอนภาษาอังกฤษกับคนในอีกทวีปหนึ่งซึ่งในชีวิตประจำวันไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเลยด้วย</p>
<p><span id="more-85"></span></p>
<p>ถ้าใครได้มาดู Sleeping Dictionary หนังเรื่องแรกที่จัดฉายในเทอมนี้ ถ้าไม่หลงไปกับความสวยที่ชวนตะลึงตะลานของนางเอกหรือความรักข้ามชาติพันธุ์ที่ไม่รู้จะมีจริงหรือไม่ไปได้  เราจะไม่ลืมว่าพระเอกของเรื่องซึ่งเป็นชาวอังกฤษมาอยู่ที่ซาราวัคก็เพื่อดูแลเรื่องการศึกษา มาดูแลโรงเรียนที่ชาวอังกฤษเจ้าอาณานิคมสร้างให้กับผู้อยู่ใต้อำนาจการปกครองอย่างหมู่บ้านเล็กๆในซาราวัค</p>
<div id="attachment_89" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-89" title="the-sleeping-dictionary1" src="http://socantcafe.org/uploads//2009/03/__extra_12413-the-sleeping-dictionary1-300x203.jpg" alt="Sleeping Dictionary" width="300" height="203" /><p class="wp-caption-text">Sleeping Dictionary</p></div>
<p>โรงเรียนในเรื่อง Sleeping Dictionary เห็นชัดเจนว่าเป็นโรงเรียนอาณานิคม ขณะที่โรงเรียนเทวดาท่าจะบ๊องนั้นไม่ชัดเจนนักอาจอาจจะเป็นโรงเรียนของมูลนิธิหรือหน่วยงานอื่นใดที่มาสร้างไว้โดยรับสมัครครูที่ไม่ต้องมีคุณสมบัติอะไรมากมายขอแค่ “พูดภาษาอังกฤษได้” ก็พอแล้วมาสอน โรงเรียนสำหรับชนพื้นเมืองมีบทบาทในการพัฒนาหรืออื่นใดกันแน่?</p>
<p>โรงเรียนเป็นสถาบันหนึ่งที่ตกอยู่ในวาทกรรมการพัฒนามากที่สุด โรงเรียนในดินแดนอาณานิคมหรือดินแดนห่างไกลทั้งหลายดูเหมือนทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงแทนเจ้าอาณานิคมว่า “นี่ไง การพัฒนา  พวกเราต้องการเห็นลุกหลานจนก้าวหน้า เอ้า! มาเลย มาเรียนกัน” ในโรงเรียนอาจจะสอนอะไรมากมายแต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้ว่าสอนแน่และคงต้องเน้นหนักคือการใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาของเจ้าอาณานิคม  การต้อนเด็กเข้าไปอยู่ในสถานที่หนึ่งแล้วพยายามฝึกภาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาแม่ให้เขาอย่างหนักนั้นเพื่ออะไร? การพยายามกลืนกลายตัวตนดั้งเดิมอาจเป็นคำตอบ  ถ้าเชื่อว่าคนเราคิดได้ด้วยภาษาแล้วละก็  เราก็สามารถพูดได้ว่าการเปลี่ยนภาษาก็คือการพยามยามเปลี่ยนวิธีการคิด  นึกถึงเด็กกลุ่มหนึ่งที่เช้าจรดเย็นใช้ชีวิตในโรงเรียน  เขียน-อ่านด้วยภาษาของเจ้าอาณานิคม  รับรู้ความคิด วิถีชีวิตผ่านทางหนังสือแบบเรียนจากประเทศอื่น แล้วเด็กเหล่านั้นจะคงความเป็นอยู่แบบเดิมได้มากน้อยแค่ไหน</p>
<p>การเรียนภาษาอื่นเป็นวิธีหนึ่งในการดึงเด็กหรือคนรุ่นใหม่ให้ออกห่างวิถีชีวิตดั้งเดิม  วันทั้งวันใช้ชีวิตในโรงเรียน ไม่ต้องดำรงชีพแบบที่พ่อแม่ ปู่ย่าตายายทำมา  เรียนภาษาของคนอื่น   พยายามฝึกให้คิดแบบเจ้าของภาษาเพราะ “ต้องคิดแบบเค้าซิ แล้วจะใช้ภาษาเค้าได้ดี”  งานชาติพันธุ์นิพนธ์ทาง ethnoecology หลายๆชิ้นได้บอกเล่าถึงกรณีที่เด็กรุ่นใหม่ในหลายพื้นของโลกไม่รู้จักชื่อพืช ชื่อสัตว์ในท้องถิ่นตัวเอง แต่กลับเรียกชื่อพืชและสัตว์ในพื้นที่ห่างไกลจากถิ่นที่อยู่ของตนได้ไม่ผิดพลาด  รวมถึงกรณีการละทิ้งพิธีกรรมดั้งเดิมบางอย่างเพราะไม่สามารถอ่านคัมภีร์ในภาษาถิ่นออกอีกต่อไป เมื่อชีวิตประจำวันร่ำเรียนและใช้ภาษาของคนอื่น</p>
<p>โรงเรียนนี่แหละเป็นสถาบันชั้นดีที่จะพรากเด็กจากรากเหง้าไปสู่ชีวิตแบบเจ้าอาณานิคมเพื่อลบรอยของอดีต เพื่อลดการต่อต้าน เมื่อเปลี่ยนภาษาได้ก็จะค่อยๆเปลี่ยนความคิด  ทำให้คนไม่คุ้นเคยกับวิถีชีวิตแบบเดิม  รู้สึกแปลกแยกจากชุมชน  ที่สุดก็จะเปลี่ยนไปใช้ชีวิตในแบบที่อาณานิคมสร้างไว้เพราะคุ้นเคยมากกว่า</p>
<p>ที่พูดมาทั้งหมดเราต้องไม่ลืมหน้าที่อีกด้านว่าโรงเรียนก็ได้บ่มเพาะความรู้และความคิดแบบที่เด็กๆไม่คุ้นเคย ทำให้พวกเขาได้รู้ ได้คิดและเห็นถึงความคิดของคนอื่น นั่นอาจทำให้พวกเขามองรอบด้าน  รู้เขา รู้เราและใช้ชีวิตบนฝั่ง “เรา” และ “เขา” ได้อย่างพยายามทำให้สมดุลได้ถ้าต้องการ  โรงเรียนหรือหน้าที่ของโรงเรียนของเจ้าอาณานิคมจึงทั้งให้ความรู้และถอนความรู้ สร้างตัวตนและลบตัวตน มีทั้งด้านดีและร้ายในตัวเหมือนทุกๆอย่างในโลกอยู่ที่มุมมองและการให้ความหมายของคนที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://socantcafe.org/2009/03/schoolinthefilm/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โลก-นอก/ใน-หนัง : The gods must be crazy</title>
		<link>http://socantcafe.org/2009/03/the-gods-must-be-crazy/</link>
		<comments>http://socantcafe.org/2009/03/the-gods-must-be-crazy/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 05 Mar 2009 15:04:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Jo</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[The Gods must be crazy]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[โลก-นอก/ใน-หนัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://socantcafe.org/?p=75</guid>
		<description><![CDATA[The Gods must be crazy : โลกที่วิ่นแหว่ง
โดย Jo
เส้นแบ่งอันพร่ามัวระหว่างโลกข้างนอกกับข้างในของมนุษย์ยังคงสร้างข้อถกเถียงมาตลอดมา ตั้งแต่ที่Immanuel Kantเสนอความคิดว่า เราเข้าใจโลกผ่านกรอบของความคิดชุดหนึ่งของเรา ที่ประทับลงไปและตีกรอบการรับรู้ความจริงหรือโลกภายนอกเอาไว้ เท่ากับว่าเราไม่อาจรับรู้ความเป็นจริงของโลกภายนอกได้ทั้งหมด
เช่นเดียวกัน เรื่อยมาจนแนวคิดทางภาษาศาสตร์ของFerdinand de Saussureที่ชี้ให้เราเห็นว่า แท้ที่จริงแล้ว กรอบความคิดหรือตราประทับที่เรามีนั้นก็คือ“ภาษา” เราเข้าใจโลกผ่านระบบ“ภาษา” และ “ภาษา” นั่นเองที่เป็นตัวจำกัดกรอบความคิดของเรา
โครงการ “โลก-นอก/ใน-หนัง: เสวนาภาพยนตร์กับนักเรียนสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา”เองก็เดินมาในท่วงทำนองเดียวกัน การสนทนาถึง “โลก”ในภาพยนต์ที่สะท้อนถึงทั้ง “โลก”ภายนอกและ “โลก”ภายในตัวผู้สนทนา ทั้งหมดนี้กระทำการผ่านระบบสัญญะในลักษณะเดียวกับที่ภาษา ด้วย ภาพ เสียงและสิ่งอื่นๆ ในหนัง ซึ่งทำหน้าที่ส่งต่อความคิดของผู้สร้างที่มีต่อตัวหนัง ตัวหนัง และกระทั่งตัวผู้สนทนาเองแบบที่มันเป็นออกมาอย่างวิ่นแหว่ง แต่ความวิ่นแหว่งนั่นเองกลับเป็นความดึงดูดให้เรามุ่งสนทนาเพื่อเข้าไปให้ใกล้กับความจริงอีกซักนิด(ไม่ว่ามันพร้อมที่จะให้เราเข้าไปหรือกระทั่งว่ามีอยู่จริงหรือไม่)
ภายใต้ความวิ่นแหว่งเหล่านี้ ที่เกิดขึ้นมากระทั่งในระบบ“ภาษา” ระบบ“สัญญะ”ที่(ดูเหมือนว่า)เรามีร่วมกัน
เพื่อชี้ถึงความวิ่นแหว่งเหล่านั้น บทสนทนาชิ้นนี้กำลังที่จะนำเราเข้าไปสู่ความวิ่นแหว่งอย่างชัดเจนของการปฏิสัมพันธ์กันด้วยระบบ“ภาษา”ที่แตกต่างกัน ใน The Gods must be crazy

The Gods must be crazy(1980)ว่าด้วยเรื่องของ“ชนเผ่า”หนึ่งที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย Kalahari (ในหนังกล่าวถึงชนเผ่านี้โดยใช้คำว่า Bushman) ซึ่งพวกเขาดำรงชีวิตแบบ hunting [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><a href="http://www.imdb.com/title/tt0080801/">The Gods must be crazy</a> : โลกที่วิ่นแหว่ง</strong><br />
<strong>โดย Jo</strong></p>
<p>เส้นแบ่งอันพร่ามัวระหว่างโลกข้างนอกกับข้างในของมนุษย์ยังคงสร้างข้อถกเถียงมาตลอดมา ตั้งแต่ที่Immanuel Kantเสนอความคิดว่า เราเข้าใจโลกผ่านกรอบของความคิดชุดหนึ่งของเรา ที่ประทับลงไปและตีกรอบการรับรู้ความจริงหรือโลกภายนอกเอาไว้ เท่ากับว่าเราไม่อาจรับรู้ความเป็นจริงของโลกภายนอกได้ทั้งหมด</p>
<p>เช่นเดียวกัน เรื่อยมาจนแนวคิดทางภาษาศาสตร์ของFerdinand de Saussureที่ชี้ให้เราเห็นว่า แท้ที่จริงแล้ว กรอบความคิดหรือตราประทับที่เรามีนั้นก็คือ“ภาษา” เราเข้าใจโลกผ่านระบบ“ภาษา” และ “ภาษา” นั่นเองที่เป็นตัวจำกัดกรอบความคิดของเรา</p>
<p>โครงการ “โลก-นอก/ใน-หนัง: เสวนาภาพยนตร์กับนักเรียนสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา”เองก็เดินมาในท่วงทำนองเดียวกัน การสนทนาถึง “โลก”ในภาพยนต์ที่สะท้อนถึงทั้ง “โลก”ภายนอกและ “โลก”ภายในตัวผู้สนทนา ทั้งหมดนี้กระทำการผ่านระบบสัญญะในลักษณะเดียวกับที่ภาษา ด้วย ภาพ เสียงและสิ่งอื่นๆ ในหนัง ซึ่งทำหน้าที่ส่งต่อความคิดของผู้สร้างที่มีต่อตัวหนัง ตัวหนัง และกระทั่งตัวผู้สนทนาเองแบบที่มันเป็นออกมาอย่างวิ่นแหว่ง แต่ความวิ่นแหว่งนั่นเองกลับเป็นความดึงดูดให้เรามุ่งสนทนาเพื่อเข้าไปให้ใกล้กับความจริงอีกซักนิด(ไม่ว่ามันพร้อมที่จะให้เราเข้าไปหรือกระทั่งว่ามีอยู่จริงหรือไม่)</p>
<p>ภายใต้ความวิ่นแหว่งเหล่านี้ ที่เกิดขึ้นมากระทั่งในระบบ“ภาษา” ระบบ“สัญญะ”ที่(ดูเหมือนว่า)เรามีร่วมกัน</p>
<p>เพื่อชี้ถึงความวิ่นแหว่งเหล่านั้น บทสนทนาชิ้นนี้กำลังที่จะนำเราเข้าไปสู่ความวิ่นแหว่งอย่างชัดเจนของการปฏิสัมพันธ์กันด้วยระบบ“ภาษา”ที่แตกต่างกัน ใน The Gods must be crazy<br />
<span id="more-75"></span><br />
The Gods must be crazy(1980)ว่าด้วยเรื่องของ“ชนเผ่า”หนึ่งที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย Kalahari (ในหนังกล่าวถึงชนเผ่านี้โดยใช้คำว่า Bushman) ซึ่งพวกเขาดำรงชีวิตแบบ hunting and gathering มีภาษาเป็นของตนเองซึ่งเป็นภาษาที่มีการออกเสียงแบบclick(click เป็นวิธีการออกเสียงแบบหนึ่งซึ่งใช้การขยับของอวัยวะภายในปากในการบีบ/อัด อากาศทำให้เกิดเสียงขึ้นมา หรือพูดง่ายๆมันก็คล้ายๆกับการใช้ปากทำเสียงแบบ beatbox) ซึ่งเป็นรูปแบบการออกเสียงที่พบมากในแถบทวีปแอฟริกาใต้ พวกเขาไม่มีระบบการถือครองกรรมสิทธิ์(property)ต่อสิ่งใดๆ และถือว่าของทุกๆอย่างบนโลกนี้พระเจ้าประทานมาให้มนุษย์ทุกคนใช้ร่วมกัน (ซึ่งนี่จะเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของเหตุการณ์ที่บทสนทนานี้ยกมาใช้เป็นจุดสังเกตุหลัก) วันหนึ่งนักบินที่ขับเครื่องบินผ่านได้ทิ้งขวดcokeลงมา พวกเขาเก็บได้และเข้าใจว่ามันเป็นของที่พระเจ้าประทานให้ มันเรียบ กลม และแข็งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน(ในโลกของพวกเขาที่เป็นทะเลทรายอาจไม่มีหินก้อนใหญ่ๆและไม้ที่แข็งไปกว่าขวดนี้อีกแล้ว) มันสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างและใช้ได้ดีเสียยิ่งกว่าสิ่งใดๆที่พวกเขาเคยได้มา แต่ด้วยความที่มันมีอรรถประโยชน์ในการใช้งานอย่างสูงนี่เอง ที่นำมาสู่ความต้องการที่สูงขึ้น ทุกๆคนต้องการใช้มัน แต่มันมีอันเดียวซึ่งไม่พอสำหรับทุกๆคน มันทำให้เกิดปรากฏการณ์ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในสังคมนี้ พวกเขาเกิดการแก่งแย่งกัน ทำร้ายกัน อิจฉา ริษยา ราวกับว่าการพบเจอมันเป็นการเปิดกล่องpandoraซึ่งบรรจุเอาความชั่วร้ายทั้งปวงบนโลกนี้ไว้และนำเอาสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้นมาสู่สังคมอันแสนบริสุทธิ์ของพวกเขา ท้ายที่สุดแล้วXi(Nixau)ก็ตัดสินใจที่จะนำมันไปทิ้งที่สุดขอบโลก เขาออกเดินทางจากหมู่บ้านไป ซึ่งนั่นทำให้เขาได้พบเจอกับ“โลก”ใหม่ๆ ที่เขาไม่เคยรู้จัก “โลก”ที่ไม่รู้จักหรือละเลยที่จะรู้จักเขา</p>
<p>ในหนังสือเรื่อง คนนอก(L’Étranger) ของ อัลแบร์ กามู(Albert Camus) ตัวเอกของเรื่อง เมอโซ (Meursault)โดนจับด้วยข้อหา ฆ่าคนตาย แต่ในการตัดสินคดีความของเขานั้น ประเด็นที่ถูกนำมาใช้ในการพิจารณาคดีความกลับเป็นเรื่องของ ความคิด การปฏิบัติ ความเชื่อและค่านิยมของเขาที่แตกต่างและบิดเบี้ยวไปจากสังคมทั่วๆไป เขาไม่เชื่อในพระเจ้า เขาไม่ร้องไห้ในงานศพของแม่แต่กลับดื่มกาแฟใส่นมแล้วสูบบุหรี่อย่างสงบและนัดหญิงสาวไปว่ายน้ำในวันรุ่งขึ้น เขาไม่เชื่อและทำอย่างที่ใครๆเขาทำกัน<br />
ในการพิจารณาคดี เขาแทบจะไม่กล่าวคำใดๆต่อศาล คำแก้ต่างทั้งหมดล้วนมาจากทนายของเขา (ที่กระทั่งใช้คำว่า “ข้าพเจ้า” ในการกล่าวแทนตัวเมอโซ) แม้ว่ามีบางครั้งที่เขาแสดงความเห็นออกมาในศาล แต่ผลที่ตามมากลับกลายเป็นเสียงหัวเราะและเสียงซุบซิบของผู้รับฟัง ด้วยทัศนคติ ความคิด ความเชื่อที่ต่างไปจากสังคม เขากลายเป็น“คนนอก”ของสถานการณ์นั้นๆไปแล้ว และจบด้วยการเป็นเพียงเสมือนผู้สังเกตุการณ์การพิจารณาคดีของคนเองที่มีผลลัพธ์คือโทษประหารชีวิต ในช่วงหนึ่งของการว่าความ เมอโซได้บรรยายถึงคำประกาศของอัยการว่า“เขาประกาศว่าฉันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับสังคมซึ่งฉันไม่ยอมรับรู้กฏที่สำคัญๆ และฉันไม่สามารถจะเรียกร้องขอความเห็นใจได้ ในเมื่อฉันเองไม่รู้จักว่าความสะเทือนใจเป็นเช่นไร”(หรือจะตีความออกมาได้ว่า เขาผิดเพราะเขาไม่ร้องไห้ในงานศพของแม่)<br />
อย่าลืมว่า เมอโซ กำลังถูกกล่าวโทษด้วยข้อหาฆาตกรรม!!!</p>
<p>ขณะที่Xiกำลังเดินทางเพื่อที่จะเอาขวด coke ไปทิ้ง เขารู้สึกหิวและบังเอิญพบฝูงแพะ เขาเป่าถูกดอกผสมยาสลบไปที่แพะตัวหนึ่ง ขณะที่เขากำลังกล่าวขอโทษต่อแพะที่กำลังหลับไปเพราะฤทธิ์ลูกดอกนั้นและเตรียมที่จะกิน เด็กเลี้ยงแพะไปแจ้งพนักงานของรัฐมาจับเขาXiบอกว่า “มากินด้วยกันสิ มีพอสำหรับหลายคน” แต่เจ้าหน้าที่ไม่สนใจ และจับเขาไปXiถูกจับด้วยข้อหาขโมยแพะ เขาถูกนำไปขึ้นศาล ในการว่าความได้มีM&#8217;pudi(Michael Thys)ซึ่งเคยบังเอิญหลงป่าและได้ไปอยู่กับพวกBushmanจึงพูดภาษาของเขาได้ มาเป็นล่ามให้กับXi M&#8217;pudiบอกกับศาลว่า เขารู้สึกลำบากใจมากที่จะแปลคำกล่าวโทษของศาลให้กับXi เพราะว่าในภาษาของXiไม่มีคำว่า“ชั่วร้าย” ทำให้เขาไม่สามารถแปลและถ่ายทอดความเข้าใจเหล่านี้ไปได้ ท้ายที่สุดแล้วXiถูกลงโทษจำคุกเป็นเวลา3เดือน Xiไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นี้มันผิดยังไง ไม่สามารถที่จะแก้ต่างในความผิดของเขาได้เพราะในภาษาของเขา ในสังคมของเขาไม่มี“คำ”หรือความคิดเกี่ยวกับ “ความชั่วร้าย” จากการฆ่าสัตว์เพื่อเอามากินเลยด้วยซ้ำ เพราะเขาเชื่อว่า ทุกๆอย่างเป็นของที่พระเจ้าประทานมาให้ทุกคนเท่าๆกัน ไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น การที่เขาฆ่าแพะจึงไม่ผิดอะไร (เขายังคิดที่จะแบ่งให้เจ้าหน้าที่ที่มาจับเขากินด้วยซ้ำ)<br />
Xiไม่รู้จัก“ความชั่วร้าย”จากการฆ่าสัตว์เพื่อกิน เขาไม่รู้จัก“วันจันทร์ อังคาร พุธ” วันของเขาไม่ได้แยกความต่างกันแบบนั้น เขาไม่แยกเครื่องบินออกจากนก ทำให้เขาไม่สามารถที่จะเข้าใจเขาจึงต้องติดคุก เขาไม่สามารถเข้าใจกระทั่งว่า เขาต้องทำงานกับAndrew Steyn(Marius Weyers)(คนที่ช่วย[ซื้อ]เขาออกมาจากคุก)กี่สัปดาห์ เขาจะได้รู้เพียงว่า“ฉัน(Steyn)จะบอกเขา(Xi)เองว่าเมื่อไหร่จะไปได้”</p>
<p>Sapir &amp; Whorfได้เสนอแนวคิดว่า ความต่างหนึ่งของระบบภาษาต่างๆอยู่ที่การจำแนก/จัดกลุ่มสิ่งต่างๆ(categorize) ซึ่งระบบจำแนกนี้ก็จะเกิดมาจากว่าในสังคมภาษานั้นๆให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่าอะไร ดังเช่นในสังคมที่มีหิมะตกเยอะ ก็จะมีชื่อเรียกหิมะแบบต่างๆ ที่ละเอียดและจำเพาะเจาะจงกว่าสังคมที่ไม่มีหิมะ ในขณะเดียวกัน การจำแนกเหล่านี้ก็จะไปส่งผลให้เกิดโลกทัศน์ที่แตกต่างกันไปในกลุ่มคนที่ใช้ภาษาที่มีการจำแนกแต่ละสิ่งต่างกันไป ถ้าหากเราไปบอกXiว่า “วันนี้วันอังคาร พรุ่งนี้วันพุธ” แน่นอนว่าเขาย่อมไม่เข้าใจ และสงสัยว่า มันต่างกันยังไง ด้วยเหตุนี้นั่นเอง ภายใต้โลกทัศน์ของXiที่ไม่มีคำเรียก“ความชั่วร้าย” เขาย่อมไม่มีทางเข้าใจได้เลยว่า ทำไมเขาล่าแพะเอามากินแล้วต้องถูกจับ ในทางกลับกัน ด้วยโลกทัศน์ของผู้พากษา เขาก็ย่อมไม่มีทางเข้าใจถึงความชอบธรรมในการล่าแพะของXiได้เลย</p>
<p>ถ้า“ภาษา”เป็นสิ่งซึ่งถูกประกอบสร้างจากวัฒนธรรมและมีส่งผลครอบงำต่อวัฒนธรรม ไม่ต่างอะไรกับความเชื่อหรือค่านิยมแล้ว ในกรณีของเมอโซเองก็คงไม่ต่างอะไรกับXi เมอโซไม่มีค่านิยมหรือความเชื่อในฐานะที่เป็นสัญญะหนึ่งที่เทียบเคียง/หลอมรวมเขาเข้ากับสังคมได้ ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสังคมจึงปรากฏออกมาอย่างวิ่นแหว่งไม่ต่างอะไรกับXi ขณะเดียวกันXiก็ถูกขับออกไปเป็น “คนนอก” ด้วยความต่างของโลกทัศน์ที่ถูกครอบงำโดยภาษา ไม่ต่างอะไรกับเมอโซ</p>
<p>แล้วเราผู้ซึ่งกำลังสนทนากันอยู่นี่เล่า เราซึ่งดูคล้ายจะมีกรอบความคิดอันเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน แต่ถึงที่สุดแล้วมันก็ไม่มีทางที่จะเหมือนกันเสียทีเดียว เราย่อมไม่สามารถเข้าใจภาษาหรือกระทั่งมีค่านิยมความคิดความเชื่อเท่าๆกัน เหมือนๆกันได้ ท้ายที่สุดแล้วบทสนทนาของเราคงต้องวิ่นแหว่งและจบลงอย่างแหว่งวิ่นเช่นนี้แล ^ ^</p>
<p>อา ไม่ดีกว่า ขอเชิญชวนพวกเรามาทดลองเอากรอบนั้นแต่ละอันของเรามาเทียบเคียงกัน ไม่แน่ว่าหากเราทำเช่นนี้ต่อไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า “โลก” ของเราของอาจใกล้กันเข้ามาและวิ่นแหว่งได้น้อยที่สุดก็เป็นได้</p>
<p>ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่โลกอันวิ่นแหว่ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://socantcafe.org/2009/03/the-gods-must-be-crazy/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
