กิจกรรมใกล้ ๆ นี้

โลก-นอก/ใน-หนัง : The gods must be crazy

The God Must be Crazy   : ความสุขของคน “ไม่มีเวลา”
โดย : ปอ
มากกว่าเสียงหัวเราะ“เทวดาท่าจะบ๊องส์” ยังถูกโครงการโลกนอก/ในหนังนำมาฉายในฐานะงาน ethnography ชิ้นหนึ่ง ให้เรา”นั่งคุย” กันและได้ “ขบคิด” แง่มุมต่างๆ ในเชิงมานุษยวิทยา หลากหลายเรื่องราวที่สุดแต่สายตาจะมองเห็น
..แต่ประเด็นหนึ่ง ที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงที่การเปรียบเทียบความต่างระหว่างโลก 2 ขั้ว ให้ผู้ชมได้เห็นอย่างชัดเจน ก็คือ โลกของ “ชนเผ่า” (Bushman) และโลกในเมืองที่เต็มไปคนมีอารยธรรม (Civiled man) น่าสนใจว่า มาตรวัดระดับความเจริญของสังคมทั้ง 2 นี้อยู่ที่อะไร??
..คงอยู่ที่ใครมอง..หรือมองโดยใช้เกณฑ์อะไรเป็นตัววัด
..เพราะถ้าใช้ความต่างกันของระดับการพัฒนาเทคโนโลยี ความรู้ การเน้นผลิตวัตถุ และการจัดการเวลาให้คุ้มค่าทุกนาทีอย่างนั้นหรือ?? ถ้าเป็นนั้น สังคมชนเผ่าเล็กๆ ของ Xi คงแพ้ราบคาบ
แต่ถ้าวัดกันที่ระดับความสุขล่ะ…การพัฒนาทางวัตถุมากมายจะมีความหมายสักเพียงไหน??

โลก-นอก/ใน-หนัง : The gods must be crazy and The Sleeping Dictionary

จุดเล็กๆจุดหนึ่งที่ไม่โดดเด่นและคงไม่ใช่จุดเน้นของ ‘เทวดาท่าจะบ๊อง’ ทั้งโดย รูปลักษณ์และการนำเสนอแต่สะกิดใจผู้เขียนอย่างมากคือเรือนไม้ชั้นเดียว หน้าต่างรอบด้านหลังนั้น สถานที่ที่พระเอก(รึเปล่า?) ต้องเคาะประตูตามธรรมเนียมตะวันตกทุกครั้งก่อนเข้าไปพบคุณครูสาวสวย ใช่แล้ว ผู้เขียนกำลังพูดถึงโรงเรียน แต่ไม่ใช่ด้วยความติดใจกับลักษณะทางสถาปัตยกรรมแต่ติดใจว่าทำไมต้องตั้ง โรงเรียนเพื่อสอนภาษาอังกฤษกับคนในอีกทวีปหนึ่งซึ่งในชีวิตประจำวันไม่ได้ ใช้ภาษาอังกฤษเลยด้วย

โลก-นอก/ใน-หนัง : The gods must be crazy

The Gods must be crazy : โลกที่วิ่นแหว่ง
โดย Jo
เส้นแบ่งอันพร่ามัวระหว่างโลกข้างนอกกับข้างในของมนุษย์ยังคงสร้างข้อถกเถียงมาตลอดมา ตั้งแต่ที่Immanuel Kantเสนอความคิดว่า เราเข้าใจโลกผ่านกรอบของความคิดชุดหนึ่งของเรา ที่ประทับลงไปและตีกรอบการรับรู้ความจริงหรือโลกภายนอกเอาไว้ เท่ากับว่าเราไม่อาจรับรู้ความเป็นจริงของโลกภายนอกได้ทั้งหมด
เช่นเดียวกัน เรื่อยมาจนแนวคิดทางภาษาศาสตร์ของFerdinand de Saussureที่ชี้ให้เราเห็นว่า แท้ที่จริงแล้ว กรอบความคิดหรือตราประทับที่เรามีนั้นก็คือ“ภาษา” เราเข้าใจโลกผ่านระบบ“ภาษา” และ “ภาษา” นั่นเองที่เป็นตัวจำกัดกรอบความคิดของเรา
โครงการ “โลก-นอก/ใน-หนัง: เสวนาภาพยนตร์กับนักเรียนสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา”เองก็เดินมาในท่วงทำนองเดียวกัน การสนทนาถึง “โลก”ในภาพยนต์ที่สะท้อนถึงทั้ง “โลก”ภายนอกและ “โลก”ภายในตัวผู้สนทนา ทั้งหมดนี้กระทำการผ่านระบบสัญญะในลักษณะเดียวกับที่ภาษา ด้วย ภาพ เสียงและสิ่งอื่นๆ ในหนัง ซึ่งทำหน้าที่ส่งต่อความคิดของผู้สร้างที่มีต่อตัวหนัง ตัวหนัง และกระทั่งตัวผู้สนทนาเองแบบที่มันเป็นออกมาอย่างวิ่นแหว่ง แต่ความวิ่นแหว่งนั่นเองกลับเป็นความดึงดูดให้เรามุ่งสนทนาเพื่อเข้าไปให้ใกล้กับความจริงอีกซักนิด(ไม่ว่ามันพร้อมที่จะให้เราเข้าไปหรือกระทั่งว่ามีอยู่จริงหรือไม่)
ภายใต้ความวิ่นแหว่งเหล่านี้ ที่เกิดขึ้นมากระทั่งในระบบ“ภาษา” ระบบ“สัญญะ”ที่(ดูเหมือนว่า)เรามีร่วมกัน
เพื่อชี้ถึงความวิ่นแหว่งเหล่านั้น บทสนทนาชิ้นนี้กำลังที่จะนำเราเข้าไปสู่ความวิ่นแหว่งอย่างชัดเจนของการปฏิสัมพันธ์กันด้วยระบบ“ภาษา”ที่แตกต่างกัน ใน The Gods must be crazy