<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Soc-Ant Café &#187; อคติ</title>
	<atom:link href="http://socantcafe.org/tag/%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b4/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://socantcafe.org</link>
	<description>ตึ่งโป๊ะ!</description>
	<lastBuildDate>Tue, 30 Mar 2010 19:39:28 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>สูด กลิ่น อินเดีย: ข้อสอบนอกห้องเรียนมานุษยวิทยา</title>
		<link>http://socantcafe.org/2009/07/indialesso/</link>
		<comments>http://socantcafe.org/2009/07/indialesso/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Jul 2009 08:23:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>onlyying</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[self-reflexive]]></category>
		<category><![CDATA[อคติ]]></category>
		<category><![CDATA[อินเดีย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://socantcafe.org/?p=114</guid>
		<description><![CDATA[ 
&#8220;แต่การกลับไปครั้งนี้ ผมทำตามที่สัญญาไว้กับตัวเองว่าจะเคารพอินเดีย น่าแปลกที่นอกจากผมจะไม่คลื่นไส้เมื่อดื่มน้ำในแม่น้ำคงคาแล้ว ผมยังได้ลงชำระล้างร่างกายตัวเองอย่างไม่รู้สึกรังเกียจกลิ่นไหม้และไขมันที่ไหลมาตามน้ำอีกเลย กลับรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำคงคา ราวกับว่าหยาดน้ำได้ชำระมลทินออกจากตัวเราเหมือนกับที่ชาวอินเดียทั่วไปเชื่อถือ &#8220;
ประมวล เพ็งจันทร์ 
เมื่อหลายเดือนก่อน ระหว่างปิดภาคเรียนฤดูร้อน ฉันออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ประเทศอินเดีย นอกจากจะเป็นไปเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการเรียนหนังสือแล้ว ยังถือเป็นการเข้าไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆจากต่างแดนอีกด้วย โดยตั้งใจว่า จะถือเป็นสนามทดลองวิชามานุษยวิทยาที่ไปฝึกฝนมา 1 ปีเต็มมีอะไรติดตัว หัวสมอง และหัวใจบ้าง
แน่นอนว่าหลักสำคัญประการหนึ่งที่นักเรียนมานุษยวิทยาอย่างฉันได้รับการปลูกฝังอยู่เสมอ คือการพยายามทำความเข้าใจมนุษย์โดยปราศจากอคติให้มากที่สุด แม้มันอาจจะเป็นอุดมคติอยู่บ้าง ก็เห็นได้จากบันทึกของมาลินอสกี บิดาของมานุษยวิทยาที่เปิดเผยว่า แท้จริงแล้วเขารู้สึกอย่างไรกันแน่ต่อคนที่เขาเข้าไปศึกษา แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็พยายามทำความเข้าใจคนต่างวัฒนธรรมให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
2 สัปดาห์ในอินเดียเป็นบททดสอบจิตใจของฉันได้เป็นอย่างดี อินเดียในสายตาของฉันไม่ได้โรแมนติกอย่างที่เคยคิดไว้ แต่เป็นดินแดนที่ทำให้ต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนใจด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ติดตัวมาตั้งแต่เมืองไทย จนมาสู่การตั้งคำถามกับตัวเองถึงเหตุผลและที่มาของความรู้สึกที่เกิดขึ้น
อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจแขก 
ฉันเตรียมตัวมาตั้งแต่แรกแล้วว่า อินเดียไม่ใช่ที่ที่ควรวางใจใดๆทั้งสิ้น มาอินเดียแล้วไม่ถูกแขกหลอกนั้นถือว่ายังมาไม่ถึง มันเริ่มต้นทันที่เมื่อก้าวออกจากสนามบินกัลกัตตา อดีตเมืองหลวงของประเทศอินเดีย คนขับแทกซี่ที่พยายามโก่งราคาทั้งที่ฉันและเพื่อนอีกสองคนมีบิลจ่ายค่ารถมาตั้งแต่ในสนามบินแล้ว และในวันเดียวกันนี้เอง ตอนที่ซื้อตั๋วรถต่อที่ 1 เพื่อมุ่งสู่เมืองสิริกูรี ต้นท่าก่อนหารถเข้ารัฐสิกขิม จุดหมายปลายทางของทริปนี้  ฉันต้องเผชิญกับแขกที่พากันพุ่งเข้าหานักท่องเที่ยวแบกเป้อย่างเราตลอดเวลา เมื่อเราต้องทำสิ่งที่ในคู่มือท่องเที่ยวโลกเหงาไม่บอกไว้ เราจึงต้องยอมจำนนต่อคนท้องถิ่นที่พยายามเข้ามาช่วยเหลือ เราเดินไปทางซ้าย เขาก็ไปทางซ้าย เราเดินหนีไปสุดขอบโลก เขาก็พร้อมจะตามตลอด เหตุการณ์เดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นซ้ำซากแทบจะตลอดเวลาที่เราเดินอยู่ในกัลกัตตา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหนื่อย หรืออากาศที่ร้อนกันแน่ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือ โมโห [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong> </strong></p>
<p><em>&#8220;แต่การกลับไปครั้งนี้ ผมทำตามที่สัญญาไว้กับตัวเองว่าจะเคารพอินเดีย น่าแปลกที่นอกจากผมจะไม่คลื่นไส้เมื่อดื่มน้ำในแม่น้ำคงคาแล้ว ผมยังได้ลงชำระล้างร่างกายตัวเองอย่างไม่รู้สึกรังเกียจกลิ่นไหม้และไขมันที่ไหลมาตามน้ำอีกเลย กลับรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำคงคา ราวกับว่าหยาดน้ำได้ชำระมลทินออกจากตัวเราเหมือนกับที่ชาวอินเดียทั่วไปเชื่อถือ &#8220;</em></p>
<p><em>ประมวล เพ็งจันทร์</em><em> </em></p>
<p>เมื่อหลายเดือนก่อน ระหว่างปิดภาคเรียนฤดูร้อน ฉันออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ประเทศอินเดีย นอกจากจะเป็นไปเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการเรียนหนังสือแล้ว ยังถือเป็นการเข้าไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆจากต่างแดนอีกด้วย โดยตั้งใจว่า จะถือเป็นสนามทดลองวิชามานุษยวิทยาที่ไปฝึกฝนมา 1 ปีเต็มมีอะไรติดตัว หัวสมอง และหัวใจบ้าง</p>
<p>แน่นอนว่าหลักสำคัญประการหนึ่งที่นักเรียนมานุษยวิทยาอย่างฉันได้รับการปลูกฝังอยู่เสมอ คือการพยายามทำความเข้าใจมนุษย์โดยปราศจากอคติให้มากที่สุด แม้มันอาจจะเป็นอุดมคติอยู่บ้าง ก็เห็นได้จากบันทึกของมาลินอสกี บิดาของมานุษยวิทยาที่เปิดเผยว่า แท้จริงแล้วเขารู้สึกอย่างไรกันแน่ต่อคนที่เขาเข้าไปศึกษา แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็พยายามทำความเข้าใจคนต่างวัฒนธรรมให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้</p>
<p>2 สัปดาห์ในอินเดียเป็นบททดสอบจิตใจของฉันได้เป็นอย่างดี อินเดียในสายตาของฉันไม่ได้โรแมนติกอย่างที่เคยคิดไว้ แต่เป็นดินแดนที่ทำให้ต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนใจด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ติดตัวมาตั้งแต่เมืองไทย จนมาสู่การตั้งคำถามกับตัวเองถึงเหตุผลและที่มาของความรู้สึกที่เกิดขึ้น</p>
<p><strong>อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจแขก</strong><strong> </strong></p>
<p>ฉันเตรียมตัวมาตั้งแต่แรกแล้วว่า อินเดียไม่ใช่ที่ที่ควรวางใจใดๆทั้งสิ้น มาอินเดียแล้วไม่ถูกแขกหลอกนั้นถือว่ายังมาไม่ถึง มันเริ่มต้นทันที่เมื่อก้าวออกจากสนามบินกัลกัตตา อดีตเมืองหลวงของประเทศอินเดีย คนขับแทกซี่ที่พยายามโก่งราคาทั้งที่ฉันและเพื่อนอีกสองคนมีบิลจ่ายค่ารถมาตั้งแต่ในสนามบินแล้ว และในวันเดียวกันนี้เอง ตอนที่ซื้อตั๋วรถต่อที่ 1 เพื่อมุ่งสู่เมืองสิริกูรี ต้นท่าก่อนหารถเข้ารัฐสิกขิม จุดหมายปลายทางของทริปนี้  ฉันต้องเผชิญกับแขกที่พากันพุ่งเข้าหานักท่องเที่ยวแบกเป้อย่างเราตลอดเวลา เมื่อเราต้องทำสิ่งที่ในคู่มือท่องเที่ยวโลกเหงาไม่บอกไว้ เราจึงต้องยอมจำนนต่อคนท้องถิ่นที่พยายามเข้ามาช่วยเหลือ เราเดินไปทางซ้าย เขาก็ไปทางซ้าย เราเดินหนีไปสุดขอบโลก เขาก็พร้อมจะตามตลอด เหตุการณ์เดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นซ้ำซากแทบจะตลอดเวลาที่เราเดินอยู่ในกัลกัตตา</p>
<p>ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหนื่อย หรืออากาศที่ร้อนกันแน่ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือ โมโห โกรธ ทำไมต้องมาเดินตามกันด้วย พูดไม่รู้เรื่องหรือไง อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ฉันรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคามพื้นที่ส่วนตัวอันแสนปลอดภัยของตัวเองอยู่ วินาที ความคิดที่จะต้องเห็นอกเห็นใจ และพยายามเข้าใจคนที่นั่นอย่างที่เค้าเป็นนั้น มันหายไปซ่อนตัวที่ใดก็ไม่รู้ได้ แต่สิ่งที่ผุดขึ้นมาก็อยู่ระหว่างความไม่ไว้ใจ เพราะรูปร่างหน้าตาของคนแขกไม่เหมือนเรา กล่าวคือ ผิวคล้ำ หน้าดำ แต่งตัวดูสกปรก และมีการตัดสินมาก่อนแล้วว่า คนแขกต้องเป็นคนที่ไว้ใจไม่ได้ น่ากลัว เป็นภาพเหมารวมที่เราพกติดมาด้วย (stereotype) นั่นเอง<span id="more-114"></span></p>
<p><strong>คนละพวกเดียวกัน</strong><strong> </strong></p>
<p>เมืองกังต๊อก สิกขิม เป็นเมืองท่องเที่ยวตากอากาศของคนอินเดียด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะฤดูร้อนที่ฉันไป นอกจากจะเป็นไฮ ซีซั่นแล้ว ยังเป็นเวลาทองสำหรับการท่องเที่ยวของครอบครัวชาวอินเดียด้วยเช่นกัน เพราะเป็นช่วงปิดเทอมของนักเรียนที่นั่นพอดี ที่พักในเมืองจึงถูกจับจองเกือบทั้งหมด โชคดีที่เราสามคนไปเจอเกสต์เฮาส์แห่งหนึ่งที่มีห้องว่างพอดี</p>
<p>เมื่ออยู่ไปสักพักก็สังเกตได้ว่า ที่พักของเรามีแต่ชาวต่างชาติทั้งนั้น ทั้งหัวดำ หัวทองมารวมกันอยู่ที่นี่ และมาตรฐานการบริการก็ทำให้ฉันรู้สึกราวกับนั่งอยู่ถนนข้าวสาร แถวบางลำพู วินาทีนั้นเอง ความรู้สึกปลอดภัยก็บังเกิดขึ้น มันเกิดความวางใจทั้งที่ทุกสิ่งที่ปรากฏก็เป็นประสบการณ์แรก มาคิดได้ว่าคงจะเป็นเพราะฉันรู้สึกคุ้นเคยกับคนตะวันตก หรือคนเอเชียจากตะวันออกไกลมากกว่า เรารับรู้เรื่องของพวกเขามาเกือบครึ่งของชีวิต ขณะที่ไม่มีประสบการณ์หรือการรับรู้ใดๆเกี่ยวกับคนแขกเลย นอกเสียจากว่า พวกเขาไว้ใจไม่ได้ และขายถั่ว</p>
<p>ครั้งต่อมา ไปขึ้นกระเช้าลอยฟ้าเพื่อชมเมือง ในความคิดของฉันก็คือเป็นกระเช้าลอยฟ้าขนาดกำลังพอดี เรามองเห็นวิวได้รอบด้าน แต่ความเป็นจริงที่เจอก็คือ เป็นกระเช้าขนาดใหญ่บรรจุคน 25 คน หน้าต่างเปิดได้เพียง 2 ด้าน ที่เหลือเป็นกระจกปิดตาย และแน่นอนว่าตรงที่ดูวิวได้เจ๋งที่สุด ถูกจับจองโดยเจ้าถิ่นไปเรียบร้อยแล้ว ฉันยังแอบนึกโกรธในใจว่า ทำไมไม่แบ่งให้คนอื่นดูบ้างเลยเนี่ย คนพวกนี้ทำไมเป็นอย่างนี้นะ จ่ายตังค์มาก็เท่ากัน</p>
<p>อีกหนหนึ่งเกิดขึ้นที่ร้านอาหารในเมือง คราวนี้ไม่ใช่คนอินเดียที่ทำให้รู้สึกลำบากใจ แต่เป็นชายร่างยักษ์ผิวดำแอฟริกันที่นั่งกันอยู่ 4-5 คนในร้านที่กำลังส่งเสียงดังโหวกเหวกโวยวาย ในตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนว่ากำลังอยู่ในหนังฮอลลีวู้ดอยู่ รายล้อมด้วยคนเหล่านี้ที่พูดจาไม่รู้เรื่อง เสียงดัง และเมา ก่อความรำคาญให้กับลูกค้าในร้านอย่างพวกฉัน และรวมไปถึงเจ้าของร้านที่พยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่เสริฟเบียร์ แต่ก็ทำไม่ได้ด้วยสรีระที่ด้อยกว่า ความย่ำแย่ที่เคยเห็นผ่านหนังต่างๆเกี่ยวกับคนดำทั้งที่อาจจะนำเสนอด้วยอคติต่างๆก็ตามผุดขึ้นมาในสมองราวกับดอกเห็ด มันทำให้ฉันตีความ และแปะป้ายอย่างมีอคติเต็มที่กับพวกเขาไปแล้ว</p>
<p>ทั้งสามเหตุการณ์เป็นตัวอย่างหนึ่งจากหลายเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิดในความไม่&#8221;เป็นมาตรฐาน&#8221; ตามแบบของเรา ฉันรู้สึกเชื่อมโยงกับคนตะวันตกมากกว่าคนอินเดียที่เป็นคนเอเชียเหมือนกัน และยังเอามารยาทที่ควรจะเป็นแบบคนที่มีอารยธรรมตะวันตกไปใช้วัดและเปรียบเทียบอีกต่างหาก ทั้งที่ถูกพร่ำสอนมาตลอดทั้งหลายทางว่าอย่าตัดสินคน อย่าเปรียบเทียบ หรือเคารพวัฒนธรรมที่แตกต่าง</p>
<p><strong>นิยามว่าด้วยพื้นที่ส่วนตัว</strong><strong></strong></p>
<p>สิ่งที่ฉันสังเกตเห็นได้เกี่ยวกับคนอินเดีย (ที่ไม่รวมคนที่อยู่สิกขิม เพราะพวกเขามีระบบความคิดและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันมาก) คือ ไม่ว่าจะเป็นกำแพงบ้าน หลังคา หรือการจัดวางอะไรต่างๆ รวมไปถึงกิริยาท่าทางของพวกเขา ทำให้ฉันสรุปเอาเองว่า คนอินเดียเป็นคนที่ไม่มีความคิดเรื่องพื้นที่ว่าง (space) เลยสักนิด เพื่อนคนหนึ่งลองตั้งข้อสังเกตว่า แม้แต่พื้นที่ว่างๆโล่งๆยังหาไม่ได้เลยในเมืองอย่างกัลกัตตา เต็มไปด้วยคนมากมายในทุกที่ ขณะที่คนจากเมืองกรุงที่ความเป็นส่วนตัวเป็นสิ่งที่หวงแหนมากที่สุดเช่นฉัน แทบอดรนทนไม่ได้เลย เมื่อถูกคนอินเดียมาสัมผัสโดนตัว ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดๆก็ตาม การบุกประชิดติดตัว การตลาดที่ว่าตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก จึงกลายเป็นความทุกข์สำหรับฉัน แม้จะบอกตัวเองว่า ให้ปล่อยไป ทำเฉยๆไว้ เดี๋ยวก็ไปเอง คนแขกก็เป็นอย่างนี้แหละ แต่มันก็เป็นเรื่องยากอย่างยิ่งในการจัดการความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง</p>
<p>แม้จะรู้สึกไม่ชอบใจนักกับการถูกจู่โจมอย่างตั้งรับไม่ทัน แต่ก็มีเหตุการณ์ครั้งหนึ่งซึ่งเป็นอานิสงส์จาก”ความเป็นอินเดีย”แบบนี้เอง ในหกโมงเช้าของวันหนึ่ง นับตั้งแต่ลงจากรถประจำทางข้ามเมืองเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน บนรถโดยสารประจำทางท้องถิ่นที่ไม่มีใครในนักท่องเที่ยวสามคนอย่างพวกเรารู้ว่ายืนอยู่ที่ใดในโลก ไม่มีสัญลักษณ์ทางภาษาอังกฤษใดๆปรากฏขึ้นที่นี่ เท่าที่รู้ก็คือเราอยู่ท่ามกลางชนบทของเบงกอลตะวันตกเป็นแน่แท้ เห็นได้จากวิวทุ่งนา ถนนลูกรัง และบ้านดินนับร้อยหลัง  สิ่งที่เราท่องและสื่อสารได้อย่างเดียวก็มีเพียงแต่คำว่า “ศานตินิเกตัน” โรงเรียนของนักเขียนโนเบลเท่านั้นเอง จึงเป็นที่มาของการได้อยู่บนรถโดยสารคันนี้โดยที่สมองว่างเปล่า ทีแรกดูเหมือนว่าเราจะวางใจได้ว่าพาหนะลำนี้จะนำพาไปถึงศานตินิเกตันอย่างที่หวังไว้ ด้วยคาถาที่ท่องว่า ศานตินิเกตันๆ เวลาที่คนท้องถิ่นพูดอะไรใส่โดยที่เราฟังไม่ออก แต่ปรากฏว่าเมื่อผ่านมายี่สิบนาที รถก็จอด คนขับรถก็ทำมือว่าให้ลงไปได้ ฉันและเพื่อนๆหันไปมองหน้ากันอย่างอึ้งๆ เพราะสภาพแวดล้อมตรงหน้าไม่มีทางจะเป็นเมืองมหาวิทยาลัยได้แม้แต่น้อย ก็ได้แต่เดินลงจากรถไปอย่างหวาดหวั่น แต่เหมือนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยชีวิตไว้ อยู่ๆ ก็มีชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าชาวเบงกาลีผู้หนึ่ง ชูมือขึ้นแล้วพูดภาษาอังกฤษใส่ ทำทีว่าให้ตามเขาไป ซื้อตั๋วรถไฟอย่างไร ชานชาลาไหน ลงสถานีใด หากไม่มีบุรุษผู้นี้ที่เข้าหาพวกเราในแบบไม่ทันตั้งตัว ก็ไม่รู้ว่าที่สุดแล้วเราจะไปถึงศานตินิเกตันได้อย่างไร เมื่อเครื่องมือที่เราพกติดตัวอย่างภาษาอังกฤษกลับใช้ไม่ได้ไปชั่วขณะ</p>
<p><strong>นักสมองนิยม</strong><strong></strong></p>
<p>การเรียนในภาคการศึกษาก่อนไปอินเดีย ฉันเรียนวิชาว่าด้วยการศึกษาความรุนแรง เรื่องหนึ่งที่อาจารย์มักเอ่ยถึงเสมอคือ เวลาที่เราเจอขอทานเราทำยังไงกัน เรามักจะทำเฉยๆ เหมือนมองไม่เห็น ไม่รู้สึกใช่ไหม เราเบนหน้าหนี ที่อินเดียคราวนี้ฉันก็เจอของจริง ทุกคำร่ำลือต่างๆนานาที่ได้ยินมานั้น เป็นความจริงทุกประการ ตั้งแต่วันแรกที่เหยียบอินเดียก็เจอคุณป้าที่มีรอยแผลเต็มใบหน้า แขนขาไม่สมบูรณ์มายืนเกาะข้างรถแทกซี่ระหว่างติดไฟแดง มาจนถึงรถไฟจากศานตินิเกตันเข้าสู่กัลกัตตาในวันใกล้จะกลับ มีแก๊งเด็กขอทานทยอยวนเวียนขึ้นมาบนรถไฟที่ไม่มีคนโดยสารมากนัก เพราะเป็นรถไฟระยะสั้น เด็กๆเหล่านั้นทั้งผอม แคระแกร็น บางคนอุ้มน้องที่หัวโต แขนขาลีบไว้ในมือด้วย มาสะกิดบ้าง มาส่งสายตาบ้าง แต่สิ่งที่พวกเราทำก็คือ ทำเมินเฉย เบือนหน้าหนี เพราะมีเหตุผลมากำกับจากสมองว่า ถ้าให้ไป เดี๋ยวก็มากันเป็นพรวน หรือมันก็เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของอินเดียนี่แหละ เป็นลักษณะวัฒนธรรมเฉพาะของอินเดีย ที่ต้องเป็นอย่างนี้ ให้ไปก็เป็นการสนับสนุนไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ฉันเอาความคิดแบบเหตุผลนิยม การมองโลกอีกแบบหนึ่งเข้าไปจับ แทนที่จะให้ความสำคัญกับความรู้สึกที่แท้จริงตัวเอง</p>
<p><strong>บทสรุป</strong><strong></strong></p>
<p>นอกจากที่ฉันจะไม่สามารถเข้าถึงใจคนอินเดียได้สักอย่างแล้ว ยังเต็มไปด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายกับทุกอย่างที่เป็นอินเดีย และอดเปรียบเทียบไม่ได้กับประสบการณ์แบบไทยๆที่ติดตัวมา การทบทวนประสบการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดที่ท่องไปใน&#8221;พื้นที่ศึกษา&#8221; ในแง่หนึ่งถือเป็นสนามทดลองเบื้องต้นของการเป็นนักเรียนมานุษยวิทยาว่าพร้อมแค่ไหนสำหรับการทำงานในขั้นต่อไป ขณะเดียวกันยังเปรียบได้กลับการสอบไล่ครั้งใหญ่ด้วยเช่นกัน  ฉันกลับได้มีโอกาสกลับมาสังเกตตัวเอง และสรุปบทเรียนจากประสบการณ์ครั้งนี้ว่า เราอาจจะมีความรู้สึกนึกคิดดังที่เกิดขึ้นกับตัวฉันเองได้ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ เราต้องตระหนักเสมอว่าเรากำลังมีความคิดเช่นนั้นอยู่ และมันก็จะเป็นการปลดล็อกความรู้ต่างๆที่ร่ำเรียนมาว่าฉันควรจะจัดการอย่างไรกับมัน อย่างไรก็แล้วแต่ การสอบนอกห้องเรียนหนนี้  ไม่ต้องถึงขนาดกลายเป็นพื้นเมืองเหมือนกับอ.ประมวล เพียงเท่านี้ ฉันก็สอบตกเต็มประตู โดยไม่ต้องสงสัย</p>
<hr size="1" /><a href="#_ftnref1">[1]</a> ชื่อเรื่องนี้หยิบยืมมาจากเพื่อนร่วมเดินทางคนหนึ่งในคราวนี้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://socantcafe.org/2009/07/indialesso/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
