<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Soc-Ant Café &#187; ชุมชน</title>
	<atom:link href="http://socantcafe.org/tag/%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://socantcafe.org</link>
	<description>ตึ่งโป๊ะ!</description>
	<lastBuildDate>Tue, 30 Mar 2010 19:39:28 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>โลก-นอก/ใน-หนัง : The gods must be crazy</title>
		<link>http://socantcafe.org/2009/03/godandtim/</link>
		<comments>http://socantcafe.org/2009/03/godandtim/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Mar 2009 02:35:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>onlyying</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[The Gods must be crazy]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีวิวัฒนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[อารยธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เวลา]]></category>
		<category><![CDATA[โลก-นอก/ใน-หนัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://socantcafe.org/?p=93</guid>
		<description><![CDATA[The God Must be Crazy   : ความสุขของคน “ไม่มีเวลา”
โดย : ปอ
มากกว่าเสียงหัวเราะ“เทวดาท่าจะบ๊องส์” ยังถูกโครงการโลกนอก/ในหนังนำมาฉายในฐานะงาน ethnography ชิ้นหนึ่ง ให้เรา”นั่งคุย” กันและได้ “ขบคิด” แง่มุมต่างๆ ในเชิงมานุษยวิทยา หลากหลายเรื่องราวที่สุดแต่สายตาจะมองเห็น
..แต่ประเด็นหนึ่ง ที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงที่การเปรียบเทียบความต่างระหว่างโลก 2 ขั้ว ให้ผู้ชมได้เห็นอย่างชัดเจน ก็คือ โลกของ “ชนเผ่า” (Bushman) และโลกในเมืองที่เต็มไปคนมีอารยธรรม (Civiled man) น่าสนใจว่า มาตรวัดระดับความเจริญของสังคมทั้ง 2 นี้อยู่ที่อะไร??
..คงอยู่ที่ใครมอง..หรือมองโดยใช้เกณฑ์อะไรเป็นตัววัด
..เพราะถ้าใช้ความต่างกันของระดับการพัฒนาเทคโนโลยี ความรู้ การเน้นผลิตวัตถุ และการจัดการเวลาให้คุ้มค่าทุกนาทีอย่างนั้นหรือ?? ถ้าเป็นนั้น สังคมชนเผ่าเล็กๆ ของ Xi คงแพ้ราบคาบ
แต่ถ้าวัดกันที่ระดับความสุขล่ะ&#8230;การพัฒนาทางวัตถุมากมายจะมีความหมายสักเพียงไหน??

โครงเรื่องอย่างคร่าว..

ในหนังเล่าชีวิตของกลุ่มครอบครัว Xi (Bushman กลุ่มหนึ่งในคาลาฮารี) ที่ต้องอยู่อาศัยในดินแดนที่ขาดแคลนน้ำ จนผู้คนกลุ่มอื่นและสัตว์หลายประเภทต้องอพยพจากที่นี้ไปในฤดูแล้งที่ยาวนานติดต่อกันถึง 9 เดือน ในขณะที่กลุ่มครอบครัวของ Xi เชื่อว่าพระเจ้าสร้างแต่สิ่งที่มีประโยชน์มาให้ ไม่มีสิ่งชั่วร้าย แม้แต่เรื่องที่ขาดแคลนน้ำ (ในสายตาคนอื่น) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><strong>The God Must be Crazy   : ความสุขของคน “ไม่มีเวลา”</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>โดย : ปอ</strong></p>
<p>มากกว่าเสียงหัวเราะ“เทวดาท่าจะบ๊องส์” ยังถูกโครงการโลกนอก/ในหนังนำมาฉายในฐานะงาน ethnography ชิ้นหนึ่ง ให้เรา”นั่งคุย” กันและได้ “ขบคิด” แง่มุมต่างๆ ในเชิงมานุษยวิทยา หลากหลายเรื่องราวที่สุดแต่สายตาจะมองเห็น</p>
<p>..แต่ประเด็นหนึ่ง ที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงที่การเปรียบเทียบความต่างระหว่างโลก 2 ขั้ว ให้ผู้ชมได้เห็นอย่างชัดเจน ก็คือ โลกของ “ชนเผ่า” (Bushman) และโลกในเมืองที่เต็มไปคนมีอารยธรรม (Civiled man) น่าสนใจว่า มาตรวัดระดับความเจริญของสังคมทั้ง 2 นี้อยู่ที่อะไร??</p>
<p>..คงอยู่ที่ใครมอง..หรือมองโดยใช้เกณฑ์อะไรเป็นตัววัด</p>
<p>..เพราะถ้าใช้ความต่างกันของระดับการพัฒนาเทคโนโลยี ความรู้ การเน้นผลิตวัตถุ และการจัดการเวลาให้คุ้มค่าทุกนาทีอย่างนั้นหรือ?? ถ้าเป็นนั้น สังคมชนเผ่าเล็กๆ ของ Xi คงแพ้ราบคาบ</p>
<p>แต่ถ้าวัดกันที่ระดับความสุขล่ะ&#8230;การพัฒนาทางวัตถุมากมายจะมีความหมายสักเพียงไหน??<br />
<span id="more-93"></span><br />
โครงเรื่องอย่างคร่าว..<br />
<img class="size-full wp-image-94 alignleft" style="border: 10px solid black; margin: 10px;" title="the-gods-must-be-crazy-1" src="http://socantcafe.org/uploads//2009/03/the-gods-must-be-crazy-1.gif" alt="the-gods-must-be-crazy-1" width="247" height="346" /><br />
ในหนังเล่าชีวิตของกลุ่มครอบครัว Xi (Bushman กลุ่มหนึ่งในคาลาฮารี) ที่ต้องอยู่อาศัยในดินแดนที่ขาดแคลนน้ำ จนผู้คนกลุ่มอื่นและสัตว์หลายประเภทต้องอพยพจากที่นี้ไปในฤดูแล้งที่ยาวนานติดต่อกันถึง 9 เดือน ในขณะที่กลุ่มครอบครัวของ Xi เชื่อว่าพระเจ้าสร้างแต่สิ่งที่มีประโยชน์มาให้ ไม่มีสิ่งชั่วร้าย แม้แต่เรื่องที่ขาดแคลนน้ำ (ในสายตาคนอื่น) พวกเขามีวิธีหาน้ำได้อย่างมหัศจรรย์ เช่น นำใบไม้ไปรองน้ำค้าง เด็กๆ เอาปากเล็มน้ำค้างจากดอกหญ้า หรือวิธีขุดน้ำจากรากไม้ที่อยู่ใต้ดิน พวกเขาเป็นพวกที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ออกป่าล่าสัตว์โดยใช้ยาสลบ ขอโทษมันก่อนจะฆ่าและอธิบาย (กับมัน) ว่าจำเป็นต้องทำเพื่อนำมายังชีพ</p>
<p>กลุ่ม Xi ใช้ชีวิตอยู่อย่างค่อนข้างสันโดษ นานปีจึงจะพบกับ Bushman กลุ่มอื่นๆ สักครั้งและที่สำคัญไม่ได้ติดต่อกับเมืองที่มีอารยธรรมเลิศหรู พวกเขาเป็นคนสุภาพ ภาษาจะออกเสียง “ก๊อกๆ” เป็นสังคมขนาดเล็กที่ไม่มีอาชญากรรม การลงโทษ ความรุนแรง หรือกฎหมาย พวกเขาไม่รู้จักความเป็นเจ้าของ อยู่ในที่ๆ มีแต่ต้นไม้ใบหญ้า สัตว์ป่า เครื่องมือที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือ ไม้ และกระดูกสัตว์..</p>
<p>หนังตัดภาพมายัง…</p>
<p>เมืองที่อยู่ห่างลงมาทางใต้ราว 600 ไมล์..ผู้คนที่มีอารยธรรม (civiled man) กำลังแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างขะมักเขม้น รถราวิ่งกันขวักไขว่ จอแจ เสียงพากษ์อธิบายว่าคนเมืองเหล่านี้ไม่รู้จักปรับตนเองเข้ากับสภาพแวดล้อม สร้างถนน ยานพาหนะ เครื่องจักร พยายามสร้างสิ่งต่างๆ เพื่อปรับชีวิตให้ง่ายขึ้น แต่ยิ่งปรับเท่าไรพวกเขาก็ยิ่งต้องมีชีวิตอยู่อย่างซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น เด็กๆ ในเมืองต้องเรียนหนังสือยาวนานเพื่อที่จะเรียนรู้การอยู่ในโลกที่ซับซ้อนใบนั้น</p>
<p>คนเมืองมีชีวิตที่ถูกกำหนดให้ทำงานแข่งกับเวลา เช่น  7.30 น.ออกจากบ้าน 8.00 น. เข้าทำงาน 10.30 น.พักทานของว่าง และ 10.45 น.ก็ทำงานต่อ&#8230;ตรงกันข้าม อย่างสิ้นเชิงกับกลุ่มของ Xi ที่ไม่มีแม้วันจันทร์ วันอังคาร หรือวันอาทิตย์ เพราะพวกเขา “ไม่มีเวลา” และชีวิตก็ไม่ได้ตกอยู่ใต้อำนาจของเข็มนาฬิกาให้มีตารางแบบนั้น พวกเขามีชีวิตอย่างเรียบง่าย</p>
<p>..และแล้วสิ่งสำคัญก็เกิดขึ้น</p>
<p>จู่ๆ วันหนึ่งเจ้านกยักษ์ที่บินได้โดยไม่ขยับปีกก็ทิ้ง..ขวดโค้ก ตกลงมาให้ Xi เห็น กลุ่ม Xi แปลกใจกับเครื่องแก้วที่สวยงาม และสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งเป็นที่รีดหนังงูให้เรียบ ใช้โขก กะเทาะ ตำเปลือกไม้ ใช้เป่าเป็นเพลง เป็นต้น แต่เมื่อมันมีประโยชน์ต่างๆ นาน สิ่งที่ไม่คาดฝันก็ตามมา ผู้คนในกลุ่มก็เริ่มมีการทะเลาะ อิจฉา และทำร้ายกันเพื่อการแย่งชิงมัน ความรู้สึกอยากเป็นเจ้าของเริ่มเกิดขึ้น</p>
<p>Xi รู้สึกว่า มันเป็น “สิ่งชั่วร้าย” เขาขว้างมันขึ้นฟ้าเพื่อส่งกลับคืนพระเจ้า แต่พระเจ้าก็ไม่รับคืน ..ภารกิจการผจญภัยของ Xi จึงเริ่มต้นขึ้น เมื่อเขาตัดสินใจจะพาเจ้าสิ่งชั่วร้ายนี้ไปทิ้งยังสุดขอบโลกให้ได้&#8230;</p>
<p>จากการนำเสนอความแตกต่างของทั้ง 2 สังคมอย่างคร่าวๆ ข้างต้นพอจะมีประเด็นให้มองและถกเถียงกันบ้าง&#8230;</p>
<p><strong>“ชุมชน (?)” และการมาถึงของขวดโค้ก</strong></p>
<p>..ถ้าเราตีความเอาดื้อๆ ว่า “ขวดโค้ก” เป็นสัญลักษณ์ของระบบทุนนิยม ตกจากเครื่องบิน (สัญลักษณ์ของความกระชับแน่นของเวลาและสถานที่) มาลงตรงหน้า Xi ถ้ามองดีๆ แล้ว มันก็เปรียบเสมือน..การมาเจอกันของ “โลกคู่ขนาน” ที่หนังพยายามอธิบายมาแต่แรกว่ามีความแตกต่างกันมากเท่าไร หรือถ้าจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การมาถึงของทุนนิยมในสังคมที่ห่างไกลของ Xi เป็นครั้งแรก</p>
<p>ความน่าสนใจประการหนึ่ง หากเราตั้งคำถามว่า..ก่อนที่ขวดโค้กจะหล่นลงมา สังคมเล็กๆ ของ Xi เป็นชุมชนปิด (ดังในจินตนาการของนักมานุษยวิทยาว่า เป็นชุมชนที่อยู่ห่างไกลซึ่งความเจริญ..มีวัฒนธรรมดั้งเดิมแบบปิดมิดชิด บริสุทธิ์ และไม่ติดต่อกับกลุ่มอื่นๆ เลย) จริงหรือไม่?</p>
<p>เมื่อแรกเริ่มหนังฉายราวกับก่อนหน้านี้ว่า ครอบครัวของ Xi ไม่เคยติดต่อกับเมืองแห่งอารยธรรมมาก่อน (อย่างน้อยก็ทางตรง) แต่หนังไม่ปฏิเสธการมาเจอกันนานๆ ครั้งระหว่าง Bushman กลุ่มอื่นๆ (เพราะถ้าอธิบายว่าไม่มีการติดต่อกับกลุ่มอื่นเลย เพื่อนๆ ในห้องตั้งคำถามอย่างสมเหตุสมผลว่า “แล้วเขาจะแลกผู้หญิงกันอย่างไร”)</p>
<p>ดังนั้น เราจึงอธิบายไม่ได้ว่า สังคมเล็กของ Xi แรกเริ่มนั้นเป็นชุมชนปิด! เพราะยังมีการติดต่อไหลเวียนกับ Bushman กลุ่มอื่นบ้างถึงแม้นานๆ ครั้ง แต่เพิ่งมาปะทะกับ (สัญลักษณ์ของ) ทุนนิยมโดยตรงก็เมื่อขวดโค้กหล่นลงมาจากฟากฟ้า</p>
<p>ความน่าสนใจประการที่สอง ขวดโค้กนั้น ทำอะไรกับสังคมเล็กๆ ใบนั้นของ Xi บ้าง?</p>
<p>สมมุติว่าลองคิดใหม่ว่า ขวดโค้กตกจากเครื่องบินแล้วแตกไป อันนี้อาจสรุปตีความไปได้ว่าไม่มีผล (สัญลักษณ์ของ) ทุนนิยมนั้น เข้าถึงสังคมเล็กๆ ของ Xi ไม่ได้..</p>
<p>แต่ความเป็นจริง (ในหนัง) ขวดโค้กยังอยู่ และกลุ่มของ Xi ก็ได้ใช้ประโยชน์จากมัน จนนำมาซึ่งความขัดแย้ง และความอยากเป็นเจ้าของ ซึ่งก่อนหน้าความรู้สึกเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นในกลุ่มของ Xi พวกเขาจึงเลือกวิธีการที่จะต่อรองกับมัน ด้วยการโยนมันขึ้นฟ้าบ้าง เอาไปฝังบ้าง แต่มันกลับมีพลังผลักดันให้ Xi ต้องออกมาผจญภัยภายนอกในที่สุด</p>
<p>มีเพื่อนในห้องลองคิดว่า ปัญหาการแย่งกันใช้ขวดโค้กของกลุ่ม Xi เกิดขึ้น ก็เพราะพวกเขาไม่สามารถหาทางกับมันได้ ไม่เหมือนน้ำ (ที่ถึงแม้ขาดแคลนในสายตาคนอื่นๆ) แต่เพราะรู้วิธีว่าจะจัดการมันอย่างไร พวกเขาจึงยังคงดำรงชีวิตอยู่ได้ และไม่รู้สึกว่าน้ำเป็นสิ่งที่ขาด..ตรงกันข้ามกับขวดโค้ก ที่มีแค่ขวดเดียว ทั้งยังเป็นของแข็งแบ่งออกไม่ได้ ที่สำคัญพวกเขายังไม่สามารถผลัดกันใช้ได้อย่างยุติธรรมได้ (เพราะอย่าลืมว่า สังคมเล็กๆ ของกลุ่ม Xi นั้นไม่มีซึ่งการจัดการเวลา)..ซึ่งหากเราตั้งคำถามต่อไปว่า ถ้าในที่สุด Xi ไม่ตัดสินปัญหาด้วยการนำมันไปโยนทิ้ง จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับคนในกลุ่มนั้น&#8230;ความขัดแย้งที่ไม่รู้จบ? หรือการแบ่งปันที่ลงตัวจะเกิดขึ้นได้ ในสักวัน?</p>
<p><strong>“เวลา” กับการโหยหาความสุข</strong></p>
<p>แม้หนังเรื่องนี้ ในมุมหนึ่งถือได้ว่ายังตกอยู่ใต้ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างเด่นชัด คือ การนำเสนอภาพความเจริญก้าวหน้าของสังคมระดับต่างๆ ท่ามกลางความมากน้อยของการก้าวล้ำเข้ามาของคนผิวขาว</p>
<p>เช่น หนังให้ภาพ “คนมีอารยธรรม” ในแหล่งเมืองที่เต็มไปด้วยคนขาว กำลังมุ่งมั่นพัฒนาสังคมตนเองอย่างเต็มที่ เน้นการผลิต วัตถุ ผู้คนพากันกำหนดการจัดการเวลาขึ้นมา เพื่อให้มันกลายมาเป็นตัวกำหนดชีวิตพวกเขาอีกที เมื่อต้องทำงานแข่งกับเวลาที่แทบจะมีค่ายิ่งทุกนาทีๆ เหล่านั้น…ถัดลงมาหน่อย คือ สังคมระดับเล็กลงมา ที่นางเอกอยู่ (เธอเป็นคนขาวแต่เบื่อความเครียดของเมืองเจริญแล้วที่ตนเองอยู่ จนคิดอยากจะมาเป็นครูที่บอสวานาแห่งนี้) ที่นี่เริ่มตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง มีการเพาะปลูก มีศาสนา (สาธุคุณเป็นคนขาว) และมีโรงเรียนที่นางเอกมาสอน “ภาษาอังกฤษ”…และระดับสังคมที่เจริญน้อยที่สุดลำดับสุดท้ายคือ สังคมเล็กๆ ของกลุ่ม Xi ที่ยังคงดำรงชีวิตไว้ด้วยการล่าสัตว์ หาของป่าเป็นอาหาร มีแต่การผลิตเพื่อยังชีพ ไม่ต้องแข่งกับเวลา (ที่ไม่มีเสียเลย) และไม่รู้สึกถึงการเป็นเจ้าของทรัพยากรใดๆ เลยเพราะกลุ่มตนต้องพึ่งพิงธรรมชาติอย่างเต็มที่ เป็นต้น</p>
<p>แต่นอกจากการนำเสนอภาพระดับสังคมต่างๆ แล้วนั้น เราคิดวายังมีอยากหนึ่งที่สำคัญมากกว่า ที่หนังต้องการนำเสนอ..ก็คือเรื่อง “ความสุขของการมีชีวิตอยู่” ที่หนังพยายามตั้งคำถามกับมันว่าจริงๆ แล้ว มันอยู่ที่ไหน??</p>
<p>หนังพยายามเสียดสีสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ผู้คนกลับ (ถูกบังคับ) ให้ทำงานสัมพันธ์กับเวลาตามระบบ มุ่งหน้าหาเงินด้วยการเดินตามเป้าหมายขององค์กร (ไม่ใช่เป้าหมายของชีวิตตนเอง) จนเริ่มชินชาและหลงลืมความสุขของการมีชีวิตอยู่&#8230;อีกนัยหนึ่ง หนังเรื่องนี้จึงอาจเป็นอีกเรื่องที่ต้องการวิพากษ์กระแสการพัฒนาแบบทุนนิยมด้วยการหันมามองความสุขในชีวิตที่เรียบง่ายอย่างสุดโต่งเช่นที่กลุ่ม Xi เป็น</p>
<p>…เรื่องราวที่หนังนำเสนอ บางคราวมันก็ตั้งคำถามในสิ่งที่สังคมเมืองกำลังขาดหาย ว่ากำลังโหยหาสิ่งใดหรือไม่??</p>
<p>จะว่าไป เทวดาท่าจะบ๊องส์ ก็คล้ายๆ Wall e ในมิตินี้ เพราะขณะที่ Wall e เสียดสีทุนนิยมด้วยการจินตนาการถึงอนาคตที่ไกลโพ้น เทวดาท่าจะบ๊องส์กลับหันมามองสังคมเล็กๆ ที่เรียบง่ายที่สุดในความหมายคล้ายๆ กัน</p>
<p><strong>สิ่งที่หายไปและสิ่งที่เหลืออยู่..</strong></p>
<p>ในช่วงสุดท้าย คิดว่าหนังมันจบแบบ classic เกินไปหรือเปล่า??</p>
<p>จบแบบที่ Xi สามารถนำขวดโค้กไปทิ้งได้ แล้วกลับมายังสังคมเล็กๆ ของตนเองที่ราวกับทุกอย่างจะเป็นอย่างเดิมเสมอไป เสมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นในสังคมเล็กๆ ตรงนั้น</p>
<p>แต่ทุกอย่างจะเหมือนเดิมจริงๆ หรือไม่??..อย่างน้อย ผู้คนของ Xi ก็ต้องคิดถึงหรือจดจำอดีตที่เคยเปลี่ยนแปรอย่างกะทันหันช่วงหนึ่งได้ จำความขัดแย้งและการบาดเจ็บที่เคยเกิดขึ้นได้ หรืออาจจะคิดถึงอยากนำขวดโค้กกลับมาใช้อีก..โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Xi กับเรื่องราวการผจญภัยที่เกิดขึ้น การได้พบเห็นผู้คนมากมายและโลกที่ต่างออกไปจากของตนเอง สิ่งเหล่านี้อาจจะถูกถ่ายทอดให้ผู้คนในกลุ่มนั้นฟังจากรุ่นสู่รุ่น หรือแม้กระทั่งผลต่อตัวของ Xi เอง ซึ่งอาจเปลี่ยนความคิดที่มีต่อโลกไปเดิมไปบ้าง&#8230;</p>
<p>&#8212;-</p>
<p>บางทียามเราดูหนังเรื่องนี้แล้วหัวเราะ ทั้งๆ ที่อีกใจก็ตั้งคำถาม..</p>
<p>..ว่าเรากำลังเลือกมีความสุขในการใช้ชีวิต แบบคน “ไม่มีเวลา” แบบไหน??</p>
<p>(ก็ชีวิตมันไม่ง่ายเลยนี่!!..^  ^)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://socantcafe.org/2009/03/godandtim/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
