<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Soc-Ant Café &#187; Articles</title>
	<atom:link href="http://socantcafe.org/in/articles/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://socantcafe.org</link>
	<description>ตึ่งโป๊ะ!</description>
	<lastBuildDate>Tue, 30 Mar 2010 19:39:28 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>สูด กลิ่น อินเดีย: ข้อสอบนอกห้องเรียนมานุษยวิทยา</title>
		<link>http://socantcafe.org/2009/07/indialesso/</link>
		<comments>http://socantcafe.org/2009/07/indialesso/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Jul 2009 08:23:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>onlyying</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[self-reflexive]]></category>
		<category><![CDATA[อคติ]]></category>
		<category><![CDATA[อินเดีย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://socantcafe.org/?p=114</guid>
		<description><![CDATA[<p> </p>
<p>&#8220;แต่การกลับไปครั้งนี้ ผมทำตามที่สัญญาไว้กับตัวเองว่าจะเคารพอินเดีย น่าแปลกที่นอกจากผมจะไม่คลื่นไส้เมื่อดื่มน้ำในแม่น้ำคงคาแล้ว ผมยังได้ลงชำระล้างร่างกายตัวเองอย่างไม่รู้สึกรังเกียจกลิ่นไหม้และไขมันที่ไหลมาตามน้ำอีกเลย กลับรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำคงคา ราวกับว่าหยาดน้ำได้ชำระมลทินออกจากตัวเราเหมือนกับที่ชาวอินเดียทั่วไปเชื่อถือ &#8220;</p>
<p>ประมวล เพ็งจันทร์ </p>
<p>เมื่อหลายเดือนก่อน ระหว่างปิดภาคเรียนฤดูร้อน ฉันออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ประเทศอินเดีย นอกจากจะเป็นไปเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการเรียนหนังสือแล้ว ยังถือเป็นการเข้าไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆจากต่างแดนอีกด้วย โดยตั้งใจว่า จะถือเป็นสนามทดลองวิชามานุษยวิทยาที่ไปฝึกฝนมา 1 ปีเต็มมีอะไรติดตัว หัวสมอง และหัวใจบ้าง</p>
<p>แน่นอนว่าหลักสำคัญประการหนึ่งที่นักเรียนมานุษยวิทยาอย่างฉันได้รับการปลูกฝังอยู่เสมอ คือการพยายามทำความเข้าใจมนุษย์โดยปราศจากอคติให้มากที่สุด แม้มันอาจจะเป็นอุดมคติอยู่บ้าง ก็เห็นได้จากบันทึกของมาลินอสกี บิดาของมานุษยวิทยาที่เปิดเผยว่า แท้จริงแล้วเขารู้สึกอย่างไรกันแน่ต่อคนที่เขาเข้าไปศึกษา แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็พยายามทำความเข้าใจคนต่างวัฒนธรรมให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้</p>
<p>2 สัปดาห์ในอินเดียเป็นบททดสอบจิตใจของฉันได้เป็นอย่างดี อินเดียในสายตาของฉันไม่ได้โรแมนติกอย่างที่เคยคิดไว้ แต่เป็นดินแดนที่ทำให้ต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนใจด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ติดตัวมาตั้งแต่เมืองไทย จนมาสู่การตั้งคำถามกับตัวเองถึงเหตุผลและที่มาของความรู้สึกที่เกิดขึ้น</p>
<p>อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจแขก </p>
<p>ฉันเตรียมตัวมาตั้งแต่แรกแล้วว่า อินเดียไม่ใช่ที่ที่ควรวางใจใดๆทั้งสิ้น มาอินเดียแล้วไม่ถูกแขกหลอกนั้นถือว่ายังมาไม่ถึง มันเริ่มต้นทันที่เมื่อก้าวออกจากสนามบินกัลกัตตา อดีตเมืองหลวงของประเทศอินเดีย คนขับแทกซี่ที่พยายามโก่งราคาทั้งที่ฉันและเพื่อนอีกสองคนมีบิลจ่ายค่ารถมาตั้งแต่ในสนามบินแล้ว และในวันเดียวกันนี้เอง ตอนที่ซื้อตั๋วรถต่อที่ 1 เพื่อมุ่งสู่เมืองสิริกูรี ต้นท่าก่อนหารถเข้ารัฐสิกขิม จุดหมายปลายทางของทริปนี้  ฉันต้องเผชิญกับแขกที่พากันพุ่งเข้าหานักท่องเที่ยวแบกเป้อย่างเราตลอดเวลา เมื่อเราต้องทำสิ่งที่ในคู่มือท่องเที่ยวโลกเหงาไม่บอกไว้ เราจึงต้องยอมจำนนต่อคนท้องถิ่นที่พยายามเข้ามาช่วยเหลือ เราเดินไปทางซ้าย เขาก็ไปทางซ้าย เราเดินหนีไปสุดขอบโลก เขาก็พร้อมจะตามตลอด เหตุการณ์เดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นซ้ำซากแทบจะตลอดเวลาที่เราเดินอยู่ในกัลกัตตา</p>
<p>ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหนื่อย หรืออากาศที่ร้อนกันแน่ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือ โมโห โกรธ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong> </strong></p>
<p><em>&#8220;แต่การกลับไปครั้งนี้ ผมทำตามที่สัญญาไว้กับตัวเองว่าจะเคารพอินเดีย น่าแปลกที่นอกจากผมจะไม่คลื่นไส้เมื่อดื่มน้ำในแม่น้ำคงคาแล้ว ผมยังได้ลงชำระล้างร่างกายตัวเองอย่างไม่รู้สึกรังเกียจกลิ่นไหม้และไขมันที่ไหลมาตามน้ำอีกเลย กลับรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำคงคา ราวกับว่าหยาดน้ำได้ชำระมลทินออกจากตัวเราเหมือนกับที่ชาวอินเดียทั่วไปเชื่อถือ &#8220;</em></p>
<p><em>ประมวล เพ็งจันทร์</em><em> </em></p>
<p>เมื่อหลายเดือนก่อน ระหว่างปิดภาคเรียนฤดูร้อน ฉันออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ประเทศอินเดีย นอกจากจะเป็นไปเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการเรียนหนังสือแล้ว ยังถือเป็นการเข้าไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆจากต่างแดนอีกด้วย โดยตั้งใจว่า จะถือเป็นสนามทดลองวิชามานุษยวิทยาที่ไปฝึกฝนมา 1 ปีเต็มมีอะไรติดตัว หัวสมอง และหัวใจบ้าง</p>
<p>แน่นอนว่าหลักสำคัญประการหนึ่งที่นักเรียนมานุษยวิทยาอย่างฉันได้รับการปลูกฝังอยู่เสมอ คือการพยายามทำความเข้าใจมนุษย์โดยปราศจากอคติให้มากที่สุด แม้มันอาจจะเป็นอุดมคติอยู่บ้าง ก็เห็นได้จากบันทึกของมาลินอสกี บิดาของมานุษยวิทยาที่เปิดเผยว่า แท้จริงแล้วเขารู้สึกอย่างไรกันแน่ต่อคนที่เขาเข้าไปศึกษา แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็พยายามทำความเข้าใจคนต่างวัฒนธรรมให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้</p>
<p>2 สัปดาห์ในอินเดียเป็นบททดสอบจิตใจของฉันได้เป็นอย่างดี อินเดียในสายตาของฉันไม่ได้โรแมนติกอย่างที่เคยคิดไว้ แต่เป็นดินแดนที่ทำให้ต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนใจด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ติดตัวมาตั้งแต่เมืองไทย จนมาสู่การตั้งคำถามกับตัวเองถึงเหตุผลและที่มาของความรู้สึกที่เกิดขึ้น</p>
<p><strong>อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจแขก</strong><strong> </strong></p>
<p>ฉันเตรียมตัวมาตั้งแต่แรกแล้วว่า อินเดียไม่ใช่ที่ที่ควรวางใจใดๆทั้งสิ้น มาอินเดียแล้วไม่ถูกแขกหลอกนั้นถือว่ายังมาไม่ถึง มันเริ่มต้นทันที่เมื่อก้าวออกจากสนามบินกัลกัตตา อดีตเมืองหลวงของประเทศอินเดีย คนขับแทกซี่ที่พยายามโก่งราคาทั้งที่ฉันและเพื่อนอีกสองคนมีบิลจ่ายค่ารถมาตั้งแต่ในสนามบินแล้ว และในวันเดียวกันนี้เอง ตอนที่ซื้อตั๋วรถต่อที่ 1 เพื่อมุ่งสู่เมืองสิริกูรี ต้นท่าก่อนหารถเข้ารัฐสิกขิม จุดหมายปลายทางของทริปนี้  ฉันต้องเผชิญกับแขกที่พากันพุ่งเข้าหานักท่องเที่ยวแบกเป้อย่างเราตลอดเวลา เมื่อเราต้องทำสิ่งที่ในคู่มือท่องเที่ยวโลกเหงาไม่บอกไว้ เราจึงต้องยอมจำนนต่อคนท้องถิ่นที่พยายามเข้ามาช่วยเหลือ เราเดินไปทางซ้าย เขาก็ไปทางซ้าย เราเดินหนีไปสุดขอบโลก เขาก็พร้อมจะตามตลอด เหตุการณ์เดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นซ้ำซากแทบจะตลอดเวลาที่เราเดินอยู่ในกัลกัตตา</p>
<p>ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหนื่อย หรืออากาศที่ร้อนกันแน่ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือ โมโห โกรธ ทำไมต้องมาเดินตามกันด้วย พูดไม่รู้เรื่องหรือไง อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ฉันรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคามพื้นที่ส่วนตัวอันแสนปลอดภัยของตัวเองอยู่ วินาที ความคิดที่จะต้องเห็นอกเห็นใจ และพยายามเข้าใจคนที่นั่นอย่างที่เค้าเป็นนั้น มันหายไปซ่อนตัวที่ใดก็ไม่รู้ได้ แต่สิ่งที่ผุดขึ้นมาก็อยู่ระหว่างความไม่ไว้ใจ เพราะรูปร่างหน้าตาของคนแขกไม่เหมือนเรา กล่าวคือ ผิวคล้ำ หน้าดำ แต่งตัวดูสกปรก และมีการตัดสินมาก่อนแล้วว่า คนแขกต้องเป็นคนที่ไว้ใจไม่ได้ น่ากลัว เป็นภาพเหมารวมที่เราพกติดมาด้วย (stereotype) นั่นเอง<span id="more-114"></span></p>
<p><strong>คนละพวกเดียวกัน</strong><strong> </strong></p>
<p>เมืองกังต๊อก สิกขิม เป็นเมืองท่องเที่ยวตากอากาศของคนอินเดียด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะฤดูร้อนที่ฉันไป นอกจากจะเป็นไฮ ซีซั่นแล้ว ยังเป็นเวลาทองสำหรับการท่องเที่ยวของครอบครัวชาวอินเดียด้วยเช่นกัน เพราะเป็นช่วงปิดเทอมของนักเรียนที่นั่นพอดี ที่พักในเมืองจึงถูกจับจองเกือบทั้งหมด โชคดีที่เราสามคนไปเจอเกสต์เฮาส์แห่งหนึ่งที่มีห้องว่างพอดี</p>
<p>เมื่ออยู่ไปสักพักก็สังเกตได้ว่า ที่พักของเรามีแต่ชาวต่างชาติทั้งนั้น ทั้งหัวดำ หัวทองมารวมกันอยู่ที่นี่ และมาตรฐานการบริการก็ทำให้ฉันรู้สึกราวกับนั่งอยู่ถนนข้าวสาร แถวบางลำพู วินาทีนั้นเอง ความรู้สึกปลอดภัยก็บังเกิดขึ้น มันเกิดความวางใจทั้งที่ทุกสิ่งที่ปรากฏก็เป็นประสบการณ์แรก มาคิดได้ว่าคงจะเป็นเพราะฉันรู้สึกคุ้นเคยกับคนตะวันตก หรือคนเอเชียจากตะวันออกไกลมากกว่า เรารับรู้เรื่องของพวกเขามาเกือบครึ่งของชีวิต ขณะที่ไม่มีประสบการณ์หรือการรับรู้ใดๆเกี่ยวกับคนแขกเลย นอกเสียจากว่า พวกเขาไว้ใจไม่ได้ และขายถั่ว</p>
<p>ครั้งต่อมา ไปขึ้นกระเช้าลอยฟ้าเพื่อชมเมือง ในความคิดของฉันก็คือเป็นกระเช้าลอยฟ้าขนาดกำลังพอดี เรามองเห็นวิวได้รอบด้าน แต่ความเป็นจริงที่เจอก็คือ เป็นกระเช้าขนาดใหญ่บรรจุคน 25 คน หน้าต่างเปิดได้เพียง 2 ด้าน ที่เหลือเป็นกระจกปิดตาย และแน่นอนว่าตรงที่ดูวิวได้เจ๋งที่สุด ถูกจับจองโดยเจ้าถิ่นไปเรียบร้อยแล้ว ฉันยังแอบนึกโกรธในใจว่า ทำไมไม่แบ่งให้คนอื่นดูบ้างเลยเนี่ย คนพวกนี้ทำไมเป็นอย่างนี้นะ จ่ายตังค์มาก็เท่ากัน</p>
<p>อีกหนหนึ่งเกิดขึ้นที่ร้านอาหารในเมือง คราวนี้ไม่ใช่คนอินเดียที่ทำให้รู้สึกลำบากใจ แต่เป็นชายร่างยักษ์ผิวดำแอฟริกันที่นั่งกันอยู่ 4-5 คนในร้านที่กำลังส่งเสียงดังโหวกเหวกโวยวาย ในตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนว่ากำลังอยู่ในหนังฮอลลีวู้ดอยู่ รายล้อมด้วยคนเหล่านี้ที่พูดจาไม่รู้เรื่อง เสียงดัง และเมา ก่อความรำคาญให้กับลูกค้าในร้านอย่างพวกฉัน และรวมไปถึงเจ้าของร้านที่พยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่เสริฟเบียร์ แต่ก็ทำไม่ได้ด้วยสรีระที่ด้อยกว่า ความย่ำแย่ที่เคยเห็นผ่านหนังต่างๆเกี่ยวกับคนดำทั้งที่อาจจะนำเสนอด้วยอคติต่างๆก็ตามผุดขึ้นมาในสมองราวกับดอกเห็ด มันทำให้ฉันตีความ และแปะป้ายอย่างมีอคติเต็มที่กับพวกเขาไปแล้ว</p>
<p>ทั้งสามเหตุการณ์เป็นตัวอย่างหนึ่งจากหลายเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิดในความไม่&#8221;เป็นมาตรฐาน&#8221; ตามแบบของเรา ฉันรู้สึกเชื่อมโยงกับคนตะวันตกมากกว่าคนอินเดียที่เป็นคนเอเชียเหมือนกัน และยังเอามารยาทที่ควรจะเป็นแบบคนที่มีอารยธรรมตะวันตกไปใช้วัดและเปรียบเทียบอีกต่างหาก ทั้งที่ถูกพร่ำสอนมาตลอดทั้งหลายทางว่าอย่าตัดสินคน อย่าเปรียบเทียบ หรือเคารพวัฒนธรรมที่แตกต่าง</p>
<p><strong>นิยามว่าด้วยพื้นที่ส่วนตัว</strong><strong></strong></p>
<p>สิ่งที่ฉันสังเกตเห็นได้เกี่ยวกับคนอินเดีย (ที่ไม่รวมคนที่อยู่สิกขิม เพราะพวกเขามีระบบความคิดและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันมาก) คือ ไม่ว่าจะเป็นกำแพงบ้าน หลังคา หรือการจัดวางอะไรต่างๆ รวมไปถึงกิริยาท่าทางของพวกเขา ทำให้ฉันสรุปเอาเองว่า คนอินเดียเป็นคนที่ไม่มีความคิดเรื่องพื้นที่ว่าง (space) เลยสักนิด เพื่อนคนหนึ่งลองตั้งข้อสังเกตว่า แม้แต่พื้นที่ว่างๆโล่งๆยังหาไม่ได้เลยในเมืองอย่างกัลกัตตา เต็มไปด้วยคนมากมายในทุกที่ ขณะที่คนจากเมืองกรุงที่ความเป็นส่วนตัวเป็นสิ่งที่หวงแหนมากที่สุดเช่นฉัน แทบอดรนทนไม่ได้เลย เมื่อถูกคนอินเดียมาสัมผัสโดนตัว ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดๆก็ตาม การบุกประชิดติดตัว การตลาดที่ว่าตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก จึงกลายเป็นความทุกข์สำหรับฉัน แม้จะบอกตัวเองว่า ให้ปล่อยไป ทำเฉยๆไว้ เดี๋ยวก็ไปเอง คนแขกก็เป็นอย่างนี้แหละ แต่มันก็เป็นเรื่องยากอย่างยิ่งในการจัดการความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง</p>
<p>แม้จะรู้สึกไม่ชอบใจนักกับการถูกจู่โจมอย่างตั้งรับไม่ทัน แต่ก็มีเหตุการณ์ครั้งหนึ่งซึ่งเป็นอานิสงส์จาก”ความเป็นอินเดีย”แบบนี้เอง ในหกโมงเช้าของวันหนึ่ง นับตั้งแต่ลงจากรถประจำทางข้ามเมืองเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน บนรถโดยสารประจำทางท้องถิ่นที่ไม่มีใครในนักท่องเที่ยวสามคนอย่างพวกเรารู้ว่ายืนอยู่ที่ใดในโลก ไม่มีสัญลักษณ์ทางภาษาอังกฤษใดๆปรากฏขึ้นที่นี่ เท่าที่รู้ก็คือเราอยู่ท่ามกลางชนบทของเบงกอลตะวันตกเป็นแน่แท้ เห็นได้จากวิวทุ่งนา ถนนลูกรัง และบ้านดินนับร้อยหลัง  สิ่งที่เราท่องและสื่อสารได้อย่างเดียวก็มีเพียงแต่คำว่า “ศานตินิเกตัน” โรงเรียนของนักเขียนโนเบลเท่านั้นเอง จึงเป็นที่มาของการได้อยู่บนรถโดยสารคันนี้โดยที่สมองว่างเปล่า ทีแรกดูเหมือนว่าเราจะวางใจได้ว่าพาหนะลำนี้จะนำพาไปถึงศานตินิเกตันอย่างที่หวังไว้ ด้วยคาถาที่ท่องว่า ศานตินิเกตันๆ เวลาที่คนท้องถิ่นพูดอะไรใส่โดยที่เราฟังไม่ออก แต่ปรากฏว่าเมื่อผ่านมายี่สิบนาที รถก็จอด คนขับรถก็ทำมือว่าให้ลงไปได้ ฉันและเพื่อนๆหันไปมองหน้ากันอย่างอึ้งๆ เพราะสภาพแวดล้อมตรงหน้าไม่มีทางจะเป็นเมืองมหาวิทยาลัยได้แม้แต่น้อย ก็ได้แต่เดินลงจากรถไปอย่างหวาดหวั่น แต่เหมือนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยชีวิตไว้ อยู่ๆ ก็มีชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าชาวเบงกาลีผู้หนึ่ง ชูมือขึ้นแล้วพูดภาษาอังกฤษใส่ ทำทีว่าให้ตามเขาไป ซื้อตั๋วรถไฟอย่างไร ชานชาลาไหน ลงสถานีใด หากไม่มีบุรุษผู้นี้ที่เข้าหาพวกเราในแบบไม่ทันตั้งตัว ก็ไม่รู้ว่าที่สุดแล้วเราจะไปถึงศานตินิเกตันได้อย่างไร เมื่อเครื่องมือที่เราพกติดตัวอย่างภาษาอังกฤษกลับใช้ไม่ได้ไปชั่วขณะ</p>
<p><strong>นักสมองนิยม</strong><strong></strong></p>
<p>การเรียนในภาคการศึกษาก่อนไปอินเดีย ฉันเรียนวิชาว่าด้วยการศึกษาความรุนแรง เรื่องหนึ่งที่อาจารย์มักเอ่ยถึงเสมอคือ เวลาที่เราเจอขอทานเราทำยังไงกัน เรามักจะทำเฉยๆ เหมือนมองไม่เห็น ไม่รู้สึกใช่ไหม เราเบนหน้าหนี ที่อินเดียคราวนี้ฉันก็เจอของจริง ทุกคำร่ำลือต่างๆนานาที่ได้ยินมานั้น เป็นความจริงทุกประการ ตั้งแต่วันแรกที่เหยียบอินเดียก็เจอคุณป้าที่มีรอยแผลเต็มใบหน้า แขนขาไม่สมบูรณ์มายืนเกาะข้างรถแทกซี่ระหว่างติดไฟแดง มาจนถึงรถไฟจากศานตินิเกตันเข้าสู่กัลกัตตาในวันใกล้จะกลับ มีแก๊งเด็กขอทานทยอยวนเวียนขึ้นมาบนรถไฟที่ไม่มีคนโดยสารมากนัก เพราะเป็นรถไฟระยะสั้น เด็กๆเหล่านั้นทั้งผอม แคระแกร็น บางคนอุ้มน้องที่หัวโต แขนขาลีบไว้ในมือด้วย มาสะกิดบ้าง มาส่งสายตาบ้าง แต่สิ่งที่พวกเราทำก็คือ ทำเมินเฉย เบือนหน้าหนี เพราะมีเหตุผลมากำกับจากสมองว่า ถ้าให้ไป เดี๋ยวก็มากันเป็นพรวน หรือมันก็เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของอินเดียนี่แหละ เป็นลักษณะวัฒนธรรมเฉพาะของอินเดีย ที่ต้องเป็นอย่างนี้ ให้ไปก็เป็นการสนับสนุนไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ฉันเอาความคิดแบบเหตุผลนิยม การมองโลกอีกแบบหนึ่งเข้าไปจับ แทนที่จะให้ความสำคัญกับความรู้สึกที่แท้จริงตัวเอง</p>
<p><strong>บทสรุป</strong><strong></strong></p>
<p>นอกจากที่ฉันจะไม่สามารถเข้าถึงใจคนอินเดียได้สักอย่างแล้ว ยังเต็มไปด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายกับทุกอย่างที่เป็นอินเดีย และอดเปรียบเทียบไม่ได้กับประสบการณ์แบบไทยๆที่ติดตัวมา การทบทวนประสบการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดที่ท่องไปใน&#8221;พื้นที่ศึกษา&#8221; ในแง่หนึ่งถือเป็นสนามทดลองเบื้องต้นของการเป็นนักเรียนมานุษยวิทยาว่าพร้อมแค่ไหนสำหรับการทำงานในขั้นต่อไป ขณะเดียวกันยังเปรียบได้กลับการสอบไล่ครั้งใหญ่ด้วยเช่นกัน  ฉันกลับได้มีโอกาสกลับมาสังเกตตัวเอง และสรุปบทเรียนจากประสบการณ์ครั้งนี้ว่า เราอาจจะมีความรู้สึกนึกคิดดังที่เกิดขึ้นกับตัวฉันเองได้ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ เราต้องตระหนักเสมอว่าเรากำลังมีความคิดเช่นนั้นอยู่ และมันก็จะเป็นการปลดล็อกความรู้ต่างๆที่ร่ำเรียนมาว่าฉันควรจะจัดการอย่างไรกับมัน อย่างไรก็แล้วแต่ การสอบนอกห้องเรียนหนนี้  ไม่ต้องถึงขนาดกลายเป็นพื้นเมืองเหมือนกับอ.ประมวล เพียงเท่านี้ ฉันก็สอบตกเต็มประตู โดยไม่ต้องสงสัย</p>
<hr size="1" /><a href="#_ftnref1">[1]</a> ชื่อเรื่องนี้หยิบยืมมาจากเพื่อนร่วมเดินทางคนหนึ่งในคราวนี้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://socantcafe.org/2009/07/indialesso/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โลก-นอก/ใน-หนัง : The gods must be crazy</title>
		<link>http://socantcafe.org/2009/03/godandtim/</link>
		<comments>http://socantcafe.org/2009/03/godandtim/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Mar 2009 02:35:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>onlyying</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[The Gods must be crazy]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีวิวัฒนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[อารยธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เวลา]]></category>
		<category><![CDATA[โลก-นอก/ใน-หนัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://socantcafe.org/?p=93</guid>
		<description><![CDATA[<p style="text-align: left;">The God Must be Crazy   : ความสุขของคน “ไม่มีเวลา”</p>
<p style="text-align: left;">โดย : ปอ</p>
<p>มากกว่าเสียงหัวเราะ“เทวดาท่าจะบ๊องส์” ยังถูกโครงการโลกนอก/ในหนังนำมาฉายในฐานะงาน ethnography ชิ้นหนึ่ง ให้เรา”นั่งคุย” กันและได้ “ขบคิด” แง่มุมต่างๆ ในเชิงมานุษยวิทยา หลากหลายเรื่องราวที่สุดแต่สายตาจะมองเห็น</p>
<p>..แต่ประเด็นหนึ่ง ที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงที่การเปรียบเทียบความต่างระหว่างโลก 2 ขั้ว ให้ผู้ชมได้เห็นอย่างชัดเจน ก็คือ โลกของ “ชนเผ่า” (Bushman) และโลกในเมืองที่เต็มไปคนมีอารยธรรม (Civiled man) น่าสนใจว่า มาตรวัดระดับความเจริญของสังคมทั้ง 2 นี้อยู่ที่อะไร??</p>
<p>..คงอยู่ที่ใครมอง..หรือมองโดยใช้เกณฑ์อะไรเป็นตัววัด</p>
<p>..เพราะถ้าใช้ความต่างกันของระดับการพัฒนาเทคโนโลยี ความรู้ การเน้นผลิตวัตถุ และการจัดการเวลาให้คุ้มค่าทุกนาทีอย่างนั้นหรือ?? ถ้าเป็นนั้น สังคมชนเผ่าเล็กๆ ของ Xi คงแพ้ราบคาบ</p>
<p>แต่ถ้าวัดกันที่ระดับความสุขล่ะ&#8230;การพัฒนาทางวัตถุมากมายจะมีความหมายสักเพียงไหน??

โครงเรื่องอย่างคร่าว..

ในหนังเล่าชีวิตของกลุ่มครอบครัว Xi (Bushman กลุ่มหนึ่งในคาลาฮารี) ที่ต้องอยู่อาศัยในดินแดนที่ขาดแคลนน้ำ จนผู้คนกลุ่มอื่นและสัตว์หลายประเภทต้องอพยพจากที่นี้ไปในฤดูแล้งที่ยาวนานติดต่อกันถึง 9 เดือน ในขณะที่กลุ่มครอบครัวของ Xi เชื่อว่าพระเจ้าสร้างแต่สิ่งที่มีประโยชน์มาให้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><strong>The God Must be Crazy   : ความสุขของคน “ไม่มีเวลา”</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong>โดย : ปอ</strong></p>
<p>มากกว่าเสียงหัวเราะ“เทวดาท่าจะบ๊องส์” ยังถูกโครงการโลกนอก/ในหนังนำมาฉายในฐานะงาน ethnography ชิ้นหนึ่ง ให้เรา”นั่งคุย” กันและได้ “ขบคิด” แง่มุมต่างๆ ในเชิงมานุษยวิทยา หลากหลายเรื่องราวที่สุดแต่สายตาจะมองเห็น</p>
<p>..แต่ประเด็นหนึ่ง ที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงที่การเปรียบเทียบความต่างระหว่างโลก 2 ขั้ว ให้ผู้ชมได้เห็นอย่างชัดเจน ก็คือ โลกของ “ชนเผ่า” (Bushman) และโลกในเมืองที่เต็มไปคนมีอารยธรรม (Civiled man) น่าสนใจว่า มาตรวัดระดับความเจริญของสังคมทั้ง 2 นี้อยู่ที่อะไร??</p>
<p>..คงอยู่ที่ใครมอง..หรือมองโดยใช้เกณฑ์อะไรเป็นตัววัด</p>
<p>..เพราะถ้าใช้ความต่างกันของระดับการพัฒนาเทคโนโลยี ความรู้ การเน้นผลิตวัตถุ และการจัดการเวลาให้คุ้มค่าทุกนาทีอย่างนั้นหรือ?? ถ้าเป็นนั้น สังคมชนเผ่าเล็กๆ ของ Xi คงแพ้ราบคาบ</p>
<p>แต่ถ้าวัดกันที่ระดับความสุขล่ะ&#8230;การพัฒนาทางวัตถุมากมายจะมีความหมายสักเพียงไหน??<br />
<span id="more-93"></span><br />
โครงเรื่องอย่างคร่าว..<br />
<img class="size-full wp-image-94 alignleft" style="border: 10px solid black; margin: 10px;" title="the-gods-must-be-crazy-1" src="http://socantcafe.org/uploads//2009/03/the-gods-must-be-crazy-1.gif" alt="the-gods-must-be-crazy-1" width="247" height="346" /><br />
ในหนังเล่าชีวิตของกลุ่มครอบครัว Xi (Bushman กลุ่มหนึ่งในคาลาฮารี) ที่ต้องอยู่อาศัยในดินแดนที่ขาดแคลนน้ำ จนผู้คนกลุ่มอื่นและสัตว์หลายประเภทต้องอพยพจากที่นี้ไปในฤดูแล้งที่ยาวนานติดต่อกันถึง 9 เดือน ในขณะที่กลุ่มครอบครัวของ Xi เชื่อว่าพระเจ้าสร้างแต่สิ่งที่มีประโยชน์มาให้ ไม่มีสิ่งชั่วร้าย แม้แต่เรื่องที่ขาดแคลนน้ำ (ในสายตาคนอื่น) พวกเขามีวิธีหาน้ำได้อย่างมหัศจรรย์ เช่น นำใบไม้ไปรองน้ำค้าง เด็กๆ เอาปากเล็มน้ำค้างจากดอกหญ้า หรือวิธีขุดน้ำจากรากไม้ที่อยู่ใต้ดิน พวกเขาเป็นพวกที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ออกป่าล่าสัตว์โดยใช้ยาสลบ ขอโทษมันก่อนจะฆ่าและอธิบาย (กับมัน) ว่าจำเป็นต้องทำเพื่อนำมายังชีพ</p>
<p>กลุ่ม Xi ใช้ชีวิตอยู่อย่างค่อนข้างสันโดษ นานปีจึงจะพบกับ Bushman กลุ่มอื่นๆ สักครั้งและที่สำคัญไม่ได้ติดต่อกับเมืองที่มีอารยธรรมเลิศหรู พวกเขาเป็นคนสุภาพ ภาษาจะออกเสียง “ก๊อกๆ” เป็นสังคมขนาดเล็กที่ไม่มีอาชญากรรม การลงโทษ ความรุนแรง หรือกฎหมาย พวกเขาไม่รู้จักความเป็นเจ้าของ อยู่ในที่ๆ มีแต่ต้นไม้ใบหญ้า สัตว์ป่า เครื่องมือที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือ ไม้ และกระดูกสัตว์..</p>
<p>หนังตัดภาพมายัง…</p>
<p>เมืองที่อยู่ห่างลงมาทางใต้ราว 600 ไมล์..ผู้คนที่มีอารยธรรม (civiled man) กำลังแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างขะมักเขม้น รถราวิ่งกันขวักไขว่ จอแจ เสียงพากษ์อธิบายว่าคนเมืองเหล่านี้ไม่รู้จักปรับตนเองเข้ากับสภาพแวดล้อม สร้างถนน ยานพาหนะ เครื่องจักร พยายามสร้างสิ่งต่างๆ เพื่อปรับชีวิตให้ง่ายขึ้น แต่ยิ่งปรับเท่าไรพวกเขาก็ยิ่งต้องมีชีวิตอยู่อย่างซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น เด็กๆ ในเมืองต้องเรียนหนังสือยาวนานเพื่อที่จะเรียนรู้การอยู่ในโลกที่ซับซ้อนใบนั้น</p>
<p>คนเมืองมีชีวิตที่ถูกกำหนดให้ทำงานแข่งกับเวลา เช่น  7.30 น.ออกจากบ้าน 8.00 น. เข้าทำงาน 10.30 น.พักทานของว่าง และ 10.45 น.ก็ทำงานต่อ&#8230;ตรงกันข้าม อย่างสิ้นเชิงกับกลุ่มของ Xi ที่ไม่มีแม้วันจันทร์ วันอังคาร หรือวันอาทิตย์ เพราะพวกเขา “ไม่มีเวลา” และชีวิตก็ไม่ได้ตกอยู่ใต้อำนาจของเข็มนาฬิกาให้มีตารางแบบนั้น พวกเขามีชีวิตอย่างเรียบง่าย</p>
<p>..และแล้วสิ่งสำคัญก็เกิดขึ้น</p>
<p>จู่ๆ วันหนึ่งเจ้านกยักษ์ที่บินได้โดยไม่ขยับปีกก็ทิ้ง..ขวดโค้ก ตกลงมาให้ Xi เห็น กลุ่ม Xi แปลกใจกับเครื่องแก้วที่สวยงาม และสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งเป็นที่รีดหนังงูให้เรียบ ใช้โขก กะเทาะ ตำเปลือกไม้ ใช้เป่าเป็นเพลง เป็นต้น แต่เมื่อมันมีประโยชน์ต่างๆ นาน สิ่งที่ไม่คาดฝันก็ตามมา ผู้คนในกลุ่มก็เริ่มมีการทะเลาะ อิจฉา และทำร้ายกันเพื่อการแย่งชิงมัน ความรู้สึกอยากเป็นเจ้าของเริ่มเกิดขึ้น</p>
<p>Xi รู้สึกว่า มันเป็น “สิ่งชั่วร้าย” เขาขว้างมันขึ้นฟ้าเพื่อส่งกลับคืนพระเจ้า แต่พระเจ้าก็ไม่รับคืน ..ภารกิจการผจญภัยของ Xi จึงเริ่มต้นขึ้น เมื่อเขาตัดสินใจจะพาเจ้าสิ่งชั่วร้ายนี้ไปทิ้งยังสุดขอบโลกให้ได้&#8230;</p>
<p>จากการนำเสนอความแตกต่างของทั้ง 2 สังคมอย่างคร่าวๆ ข้างต้นพอจะมีประเด็นให้มองและถกเถียงกันบ้าง&#8230;</p>
<p><strong>“ชุมชน (?)” และการมาถึงของขวดโค้ก</strong></p>
<p>..ถ้าเราตีความเอาดื้อๆ ว่า “ขวดโค้ก” เป็นสัญลักษณ์ของระบบทุนนิยม ตกจากเครื่องบิน (สัญลักษณ์ของความกระชับแน่นของเวลาและสถานที่) มาลงตรงหน้า Xi ถ้ามองดีๆ แล้ว มันก็เปรียบเสมือน..การมาเจอกันของ “โลกคู่ขนาน” ที่หนังพยายามอธิบายมาแต่แรกว่ามีความแตกต่างกันมากเท่าไร หรือถ้าจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การมาถึงของทุนนิยมในสังคมที่ห่างไกลของ Xi เป็นครั้งแรก</p>
<p>ความน่าสนใจประการหนึ่ง หากเราตั้งคำถามว่า..ก่อนที่ขวดโค้กจะหล่นลงมา สังคมเล็กๆ ของ Xi เป็นชุมชนปิด (ดังในจินตนาการของนักมานุษยวิทยาว่า เป็นชุมชนที่อยู่ห่างไกลซึ่งความเจริญ..มีวัฒนธรรมดั้งเดิมแบบปิดมิดชิด บริสุทธิ์ และไม่ติดต่อกับกลุ่มอื่นๆ เลย) จริงหรือไม่?</p>
<p>เมื่อแรกเริ่มหนังฉายราวกับก่อนหน้านี้ว่า ครอบครัวของ Xi ไม่เคยติดต่อกับเมืองแห่งอารยธรรมมาก่อน (อย่างน้อยก็ทางตรง) แต่หนังไม่ปฏิเสธการมาเจอกันนานๆ ครั้งระหว่าง Bushman กลุ่มอื่นๆ (เพราะถ้าอธิบายว่าไม่มีการติดต่อกับกลุ่มอื่นเลย เพื่อนๆ ในห้องตั้งคำถามอย่างสมเหตุสมผลว่า “แล้วเขาจะแลกผู้หญิงกันอย่างไร”)</p>
<p>ดังนั้น เราจึงอธิบายไม่ได้ว่า สังคมเล็กของ Xi แรกเริ่มนั้นเป็นชุมชนปิด! เพราะยังมีการติดต่อไหลเวียนกับ Bushman กลุ่มอื่นบ้างถึงแม้นานๆ ครั้ง แต่เพิ่งมาปะทะกับ (สัญลักษณ์ของ) ทุนนิยมโดยตรงก็เมื่อขวดโค้กหล่นลงมาจากฟากฟ้า</p>
<p>ความน่าสนใจประการที่สอง ขวดโค้กนั้น ทำอะไรกับสังคมเล็กๆ ใบนั้นของ Xi บ้าง?</p>
<p>สมมุติว่าลองคิดใหม่ว่า ขวดโค้กตกจากเครื่องบินแล้วแตกไป อันนี้อาจสรุปตีความไปได้ว่าไม่มีผล (สัญลักษณ์ของ) ทุนนิยมนั้น เข้าถึงสังคมเล็กๆ ของ Xi ไม่ได้..</p>
<p>แต่ความเป็นจริง (ในหนัง) ขวดโค้กยังอยู่ และกลุ่มของ Xi ก็ได้ใช้ประโยชน์จากมัน จนนำมาซึ่งความขัดแย้ง และความอยากเป็นเจ้าของ ซึ่งก่อนหน้าความรู้สึกเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นในกลุ่มของ Xi พวกเขาจึงเลือกวิธีการที่จะต่อรองกับมัน ด้วยการโยนมันขึ้นฟ้าบ้าง เอาไปฝังบ้าง แต่มันกลับมีพลังผลักดันให้ Xi ต้องออกมาผจญภัยภายนอกในที่สุด</p>
<p>มีเพื่อนในห้องลองคิดว่า ปัญหาการแย่งกันใช้ขวดโค้กของกลุ่ม Xi เกิดขึ้น ก็เพราะพวกเขาไม่สามารถหาทางกับมันได้ ไม่เหมือนน้ำ (ที่ถึงแม้ขาดแคลนในสายตาคนอื่นๆ) แต่เพราะรู้วิธีว่าจะจัดการมันอย่างไร พวกเขาจึงยังคงดำรงชีวิตอยู่ได้ และไม่รู้สึกว่าน้ำเป็นสิ่งที่ขาด..ตรงกันข้ามกับขวดโค้ก ที่มีแค่ขวดเดียว ทั้งยังเป็นของแข็งแบ่งออกไม่ได้ ที่สำคัญพวกเขายังไม่สามารถผลัดกันใช้ได้อย่างยุติธรรมได้ (เพราะอย่าลืมว่า สังคมเล็กๆ ของกลุ่ม Xi นั้นไม่มีซึ่งการจัดการเวลา)..ซึ่งหากเราตั้งคำถามต่อไปว่า ถ้าในที่สุด Xi ไม่ตัดสินปัญหาด้วยการนำมันไปโยนทิ้ง จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับคนในกลุ่มนั้น&#8230;ความขัดแย้งที่ไม่รู้จบ? หรือการแบ่งปันที่ลงตัวจะเกิดขึ้นได้ ในสักวัน?</p>
<p><strong>“เวลา” กับการโหยหาความสุข</strong></p>
<p>แม้หนังเรื่องนี้ ในมุมหนึ่งถือได้ว่ายังตกอยู่ใต้ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างเด่นชัด คือ การนำเสนอภาพความเจริญก้าวหน้าของสังคมระดับต่างๆ ท่ามกลางความมากน้อยของการก้าวล้ำเข้ามาของคนผิวขาว</p>
<p>เช่น หนังให้ภาพ “คนมีอารยธรรม” ในแหล่งเมืองที่เต็มไปด้วยคนขาว กำลังมุ่งมั่นพัฒนาสังคมตนเองอย่างเต็มที่ เน้นการผลิต วัตถุ ผู้คนพากันกำหนดการจัดการเวลาขึ้นมา เพื่อให้มันกลายมาเป็นตัวกำหนดชีวิตพวกเขาอีกที เมื่อต้องทำงานแข่งกับเวลาที่แทบจะมีค่ายิ่งทุกนาทีๆ เหล่านั้น…ถัดลงมาหน่อย คือ สังคมระดับเล็กลงมา ที่นางเอกอยู่ (เธอเป็นคนขาวแต่เบื่อความเครียดของเมืองเจริญแล้วที่ตนเองอยู่ จนคิดอยากจะมาเป็นครูที่บอสวานาแห่งนี้) ที่นี่เริ่มตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง มีการเพาะปลูก มีศาสนา (สาธุคุณเป็นคนขาว) และมีโรงเรียนที่นางเอกมาสอน “ภาษาอังกฤษ”…และระดับสังคมที่เจริญน้อยที่สุดลำดับสุดท้ายคือ สังคมเล็กๆ ของกลุ่ม Xi ที่ยังคงดำรงชีวิตไว้ด้วยการล่าสัตว์ หาของป่าเป็นอาหาร มีแต่การผลิตเพื่อยังชีพ ไม่ต้องแข่งกับเวลา (ที่ไม่มีเสียเลย) และไม่รู้สึกถึงการเป็นเจ้าของทรัพยากรใดๆ เลยเพราะกลุ่มตนต้องพึ่งพิงธรรมชาติอย่างเต็มที่ เป็นต้น</p>
<p>แต่นอกจากการนำเสนอภาพระดับสังคมต่างๆ แล้วนั้น เราคิดวายังมีอยากหนึ่งที่สำคัญมากกว่า ที่หนังต้องการนำเสนอ..ก็คือเรื่อง “ความสุขของการมีชีวิตอยู่” ที่หนังพยายามตั้งคำถามกับมันว่าจริงๆ แล้ว มันอยู่ที่ไหน??</p>
<p>หนังพยายามเสียดสีสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ผู้คนกลับ (ถูกบังคับ) ให้ทำงานสัมพันธ์กับเวลาตามระบบ มุ่งหน้าหาเงินด้วยการเดินตามเป้าหมายขององค์กร (ไม่ใช่เป้าหมายของชีวิตตนเอง) จนเริ่มชินชาและหลงลืมความสุขของการมีชีวิตอยู่&#8230;อีกนัยหนึ่ง หนังเรื่องนี้จึงอาจเป็นอีกเรื่องที่ต้องการวิพากษ์กระแสการพัฒนาแบบทุนนิยมด้วยการหันมามองความสุขในชีวิตที่เรียบง่ายอย่างสุดโต่งเช่นที่กลุ่ม Xi เป็น</p>
<p>…เรื่องราวที่หนังนำเสนอ บางคราวมันก็ตั้งคำถามในสิ่งที่สังคมเมืองกำลังขาดหาย ว่ากำลังโหยหาสิ่งใดหรือไม่??</p>
<p>จะว่าไป เทวดาท่าจะบ๊องส์ ก็คล้ายๆ Wall e ในมิตินี้ เพราะขณะที่ Wall e เสียดสีทุนนิยมด้วยการจินตนาการถึงอนาคตที่ไกลโพ้น เทวดาท่าจะบ๊องส์กลับหันมามองสังคมเล็กๆ ที่เรียบง่ายที่สุดในความหมายคล้ายๆ กัน</p>
<p><strong>สิ่งที่หายไปและสิ่งที่เหลืออยู่..</strong></p>
<p>ในช่วงสุดท้าย คิดว่าหนังมันจบแบบ classic เกินไปหรือเปล่า??</p>
<p>จบแบบที่ Xi สามารถนำขวดโค้กไปทิ้งได้ แล้วกลับมายังสังคมเล็กๆ ของตนเองที่ราวกับทุกอย่างจะเป็นอย่างเดิมเสมอไป เสมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นในสังคมเล็กๆ ตรงนั้น</p>
<p>แต่ทุกอย่างจะเหมือนเดิมจริงๆ หรือไม่??..อย่างน้อย ผู้คนของ Xi ก็ต้องคิดถึงหรือจดจำอดีตที่เคยเปลี่ยนแปรอย่างกะทันหันช่วงหนึ่งได้ จำความขัดแย้งและการบาดเจ็บที่เคยเกิดขึ้นได้ หรืออาจจะคิดถึงอยากนำขวดโค้กกลับมาใช้อีก..โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Xi กับเรื่องราวการผจญภัยที่เกิดขึ้น การได้พบเห็นผู้คนมากมายและโลกที่ต่างออกไปจากของตนเอง สิ่งเหล่านี้อาจจะถูกถ่ายทอดให้ผู้คนในกลุ่มนั้นฟังจากรุ่นสู่รุ่น หรือแม้กระทั่งผลต่อตัวของ Xi เอง ซึ่งอาจเปลี่ยนความคิดที่มีต่อโลกไปเดิมไปบ้าง&#8230;</p>
<p>&#8212;-</p>
<p>บางทียามเราดูหนังเรื่องนี้แล้วหัวเราะ ทั้งๆ ที่อีกใจก็ตั้งคำถาม..</p>
<p>..ว่าเรากำลังเลือกมีความสุขในการใช้ชีวิต แบบคน “ไม่มีเวลา” แบบไหน??</p>
<p>(ก็ชีวิตมันไม่ง่ายเลยนี่!!..^  ^)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://socantcafe.org/2009/03/godandtim/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โลก-นอก/ใน-หนัง : The gods must be crazy and The Sleeping Dictionary</title>
		<link>http://socantcafe.org/2009/03/schoolinthefilm/</link>
		<comments>http://socantcafe.org/2009/03/schoolinthefilm/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Mar 2009 14:53:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>onlyying</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[The Gods must be crazy]]></category>
		<category><![CDATA[The Sleeping Dictionary]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://socantcafe.org/?p=85</guid>
		<description><![CDATA[จุดเล็กๆจุดหนึ่งที่ไม่โดดเด่นและคงไม่ใช่จุดเน้นของ ‘เทวดาท่าจะบ๊อง’ ทั้งโดย รูปลักษณ์และการนำเสนอแต่สะกิดใจผู้เขียนอย่างมากคือเรือนไม้ชั้นเดียว หน้าต่างรอบด้านหลังนั้น  สถานที่ที่พระเอก(รึเปล่า?) ต้องเคาะประตูตามธรรมเนียมตะวันตกทุกครั้งก่อนเข้าไปพบคุณครูสาวสวย  ใช่แล้ว ผู้เขียนกำลังพูดถึงโรงเรียน แต่ไม่ใช่ด้วยความติดใจกับลักษณะทางสถาปัตยกรรมแต่ติดใจว่าทำไมต้องตั้ง โรงเรียนเพื่อสอนภาษาอังกฤษกับคนในอีกทวีปหนึ่งซึ่งในชีวิตประจำวันไม่ได้ ใช้ภาษาอังกฤษเลยด้วย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>The God Must be Crazy</strong><strong> and Sleeping Dictionary</strong><strong> : เมื่อตัวตนหายไปใน “โรงเรียน”</strong></p>
<p><strong>เขียนโดย NIK</strong></p>
<p><strong><img class="aligncenter size-full wp-image-87" title="The God must be crazy" src="http://socantcafe.org/uploads//2009/03/gods2.jpg" alt="The God must be crazy" width="300" height="212" /></strong></p>
<p>จุดเล็กๆจุดหนึ่งที่ไม่โดดเด่นและคงไม่ใช่จุดเน้นของ ‘เทวดาท่าจะบ๊อง’ ทั้งโดย รูปลักษณ์และการนำเสนอแต่สะกิดใจผู้เขียนอย่างมากคือเรือนไม้ชั้นเดียว หน้าต่างรอบด้านหลังนั้น  สถานที่ที่พระเอก(รึเปล่า?) ต้องเคาะประตูตามธรรมเนียมตะวันตกทุกครั้งก่อนเข้าไปพบคุณครูสาวสวย  ใช่แล้ว ผู้เขียนกำลังพูดถึงโรงเรียน แต่ไม่ใช่ด้วยความติดใจกับลักษณะทางสถาปัตยกรรมแต่ติดใจว่าทำไมต้องตั้งโรงเรียนเพื่อสอนภาษาอังกฤษกับคนในอีกทวีปหนึ่งซึ่งในชีวิตประจำวันไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเลยด้วย</p>
<p><span id="more-85"></span></p>
<p>ถ้าใครได้มาดู Sleeping Dictionary หนังเรื่องแรกที่จัดฉายในเทอมนี้ ถ้าไม่หลงไปกับความสวยที่ชวนตะลึงตะลานของนางเอกหรือความรักข้ามชาติพันธุ์ที่ไม่รู้จะมีจริงหรือไม่ไปได้  เราจะไม่ลืมว่าพระเอกของเรื่องซึ่งเป็นชาวอังกฤษมาอยู่ที่ซาราวัคก็เพื่อดูแลเรื่องการศึกษา มาดูแลโรงเรียนที่ชาวอังกฤษเจ้าอาณานิคมสร้างให้กับผู้อยู่ใต้อำนาจการปกครองอย่างหมู่บ้านเล็กๆในซาราวัค</p>
<div id="attachment_89" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><img class="size-medium wp-image-89" title="the-sleeping-dictionary1" src="http://socantcafe.org/uploads//2009/03/__extra_12413-the-sleeping-dictionary1-300x203.jpg" alt="Sleeping Dictionary" width="300" height="203" /><p class="wp-caption-text">Sleeping Dictionary</p></div>
<p>โรงเรียนในเรื่อง Sleeping Dictionary เห็นชัดเจนว่าเป็นโรงเรียนอาณานิคม ขณะที่โรงเรียนเทวดาท่าจะบ๊องนั้นไม่ชัดเจนนักอาจอาจจะเป็นโรงเรียนของมูลนิธิหรือหน่วยงานอื่นใดที่มาสร้างไว้โดยรับสมัครครูที่ไม่ต้องมีคุณสมบัติอะไรมากมายขอแค่ “พูดภาษาอังกฤษได้” ก็พอแล้วมาสอน โรงเรียนสำหรับชนพื้นเมืองมีบทบาทในการพัฒนาหรืออื่นใดกันแน่?</p>
<p>โรงเรียนเป็นสถาบันหนึ่งที่ตกอยู่ในวาทกรรมการพัฒนามากที่สุด โรงเรียนในดินแดนอาณานิคมหรือดินแดนห่างไกลทั้งหลายดูเหมือนทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงแทนเจ้าอาณานิคมว่า “นี่ไง การพัฒนา  พวกเราต้องการเห็นลุกหลานจนก้าวหน้า เอ้า! มาเลย มาเรียนกัน” ในโรงเรียนอาจจะสอนอะไรมากมายแต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้ว่าสอนแน่และคงต้องเน้นหนักคือการใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาของเจ้าอาณานิคม  การต้อนเด็กเข้าไปอยู่ในสถานที่หนึ่งแล้วพยายามฝึกภาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาแม่ให้เขาอย่างหนักนั้นเพื่ออะไร? การพยายามกลืนกลายตัวตนดั้งเดิมอาจเป็นคำตอบ  ถ้าเชื่อว่าคนเราคิดได้ด้วยภาษาแล้วละก็  เราก็สามารถพูดได้ว่าการเปลี่ยนภาษาก็คือการพยามยามเปลี่ยนวิธีการคิด  นึกถึงเด็กกลุ่มหนึ่งที่เช้าจรดเย็นใช้ชีวิตในโรงเรียน  เขียน-อ่านด้วยภาษาของเจ้าอาณานิคม  รับรู้ความคิด วิถีชีวิตผ่านทางหนังสือแบบเรียนจากประเทศอื่น แล้วเด็กเหล่านั้นจะคงความเป็นอยู่แบบเดิมได้มากน้อยแค่ไหน</p>
<p>การเรียนภาษาอื่นเป็นวิธีหนึ่งในการดึงเด็กหรือคนรุ่นใหม่ให้ออกห่างวิถีชีวิตดั้งเดิม  วันทั้งวันใช้ชีวิตในโรงเรียน ไม่ต้องดำรงชีพแบบที่พ่อแม่ ปู่ย่าตายายทำมา  เรียนภาษาของคนอื่น   พยายามฝึกให้คิดแบบเจ้าของภาษาเพราะ “ต้องคิดแบบเค้าซิ แล้วจะใช้ภาษาเค้าได้ดี”  งานชาติพันธุ์นิพนธ์ทาง ethnoecology หลายๆชิ้นได้บอกเล่าถึงกรณีที่เด็กรุ่นใหม่ในหลายพื้นของโลกไม่รู้จักชื่อพืช ชื่อสัตว์ในท้องถิ่นตัวเอง แต่กลับเรียกชื่อพืชและสัตว์ในพื้นที่ห่างไกลจากถิ่นที่อยู่ของตนได้ไม่ผิดพลาด  รวมถึงกรณีการละทิ้งพิธีกรรมดั้งเดิมบางอย่างเพราะไม่สามารถอ่านคัมภีร์ในภาษาถิ่นออกอีกต่อไป เมื่อชีวิตประจำวันร่ำเรียนและใช้ภาษาของคนอื่น</p>
<p>โรงเรียนนี่แหละเป็นสถาบันชั้นดีที่จะพรากเด็กจากรากเหง้าไปสู่ชีวิตแบบเจ้าอาณานิคมเพื่อลบรอยของอดีต เพื่อลดการต่อต้าน เมื่อเปลี่ยนภาษาได้ก็จะค่อยๆเปลี่ยนความคิด  ทำให้คนไม่คุ้นเคยกับวิถีชีวิตแบบเดิม  รู้สึกแปลกแยกจากชุมชน  ที่สุดก็จะเปลี่ยนไปใช้ชีวิตในแบบที่อาณานิคมสร้างไว้เพราะคุ้นเคยมากกว่า</p>
<p>ที่พูดมาทั้งหมดเราต้องไม่ลืมหน้าที่อีกด้านว่าโรงเรียนก็ได้บ่มเพาะความรู้และความคิดแบบที่เด็กๆไม่คุ้นเคย ทำให้พวกเขาได้รู้ ได้คิดและเห็นถึงความคิดของคนอื่น นั่นอาจทำให้พวกเขามองรอบด้าน  รู้เขา รู้เราและใช้ชีวิตบนฝั่ง “เรา” และ “เขา” ได้อย่างพยายามทำให้สมดุลได้ถ้าต้องการ  โรงเรียนหรือหน้าที่ของโรงเรียนของเจ้าอาณานิคมจึงทั้งให้ความรู้และถอนความรู้ สร้างตัวตนและลบตัวตน มีทั้งด้านดีและร้ายในตัวเหมือนทุกๆอย่างในโลกอยู่ที่มุมมองและการให้ความหมายของคนที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://socantcafe.org/2009/03/schoolinthefilm/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โลก-นอก/ใน-หนัง : The gods must be crazy</title>
		<link>http://socantcafe.org/2009/03/the-gods-must-be-crazy/</link>
		<comments>http://socantcafe.org/2009/03/the-gods-must-be-crazy/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 05 Mar 2009 15:04:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Jo</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[The Gods must be crazy]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[โลก-นอก/ใน-หนัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://socantcafe.org/?p=75</guid>
		<description><![CDATA[<p>The Gods must be crazy : โลกที่วิ่นแหว่ง
โดย Jo</p>
<p>เส้นแบ่งอันพร่ามัวระหว่างโลกข้างนอกกับข้างในของมนุษย์ยังคงสร้างข้อถกเถียงมาตลอดมา ตั้งแต่ที่Immanuel Kantเสนอความคิดว่า เราเข้าใจโลกผ่านกรอบของความคิดชุดหนึ่งของเรา ที่ประทับลงไปและตีกรอบการรับรู้ความจริงหรือโลกภายนอกเอาไว้ เท่ากับว่าเราไม่อาจรับรู้ความเป็นจริงของโลกภายนอกได้ทั้งหมด</p>
<p>เช่นเดียวกัน เรื่อยมาจนแนวคิดทางภาษาศาสตร์ของFerdinand de Saussureที่ชี้ให้เราเห็นว่า แท้ที่จริงแล้ว กรอบความคิดหรือตราประทับที่เรามีนั้นก็คือ“ภาษา” เราเข้าใจโลกผ่านระบบ“ภาษา” และ “ภาษา” นั่นเองที่เป็นตัวจำกัดกรอบความคิดของเรา</p>
<p>โครงการ “โลก-นอก/ใน-หนัง: เสวนาภาพยนตร์กับนักเรียนสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา”เองก็เดินมาในท่วงทำนองเดียวกัน การสนทนาถึง “โลก”ในภาพยนต์ที่สะท้อนถึงทั้ง “โลก”ภายนอกและ “โลก”ภายในตัวผู้สนทนา ทั้งหมดนี้กระทำการผ่านระบบสัญญะในลักษณะเดียวกับที่ภาษา ด้วย ภาพ เสียงและสิ่งอื่นๆ ในหนัง ซึ่งทำหน้าที่ส่งต่อความคิดของผู้สร้างที่มีต่อตัวหนัง ตัวหนัง และกระทั่งตัวผู้สนทนาเองแบบที่มันเป็นออกมาอย่างวิ่นแหว่ง แต่ความวิ่นแหว่งนั่นเองกลับเป็นความดึงดูดให้เรามุ่งสนทนาเพื่อเข้าไปให้ใกล้กับความจริงอีกซักนิด(ไม่ว่ามันพร้อมที่จะให้เราเข้าไปหรือกระทั่งว่ามีอยู่จริงหรือไม่)</p>
<p>ภายใต้ความวิ่นแหว่งเหล่านี้ ที่เกิดขึ้นมากระทั่งในระบบ“ภาษา” ระบบ“สัญญะ”ที่(ดูเหมือนว่า)เรามีร่วมกัน</p>
<p>เพื่อชี้ถึงความวิ่นแหว่งเหล่านั้น บทสนทนาชิ้นนี้กำลังที่จะนำเราเข้าไปสู่ความวิ่นแหว่งอย่างชัดเจนของการปฏิสัมพันธ์กันด้วยระบบ“ภาษา”ที่แตกต่างกัน ใน The Gods must be crazy

The Gods must be crazy(1980)ว่าด้วยเรื่องของ“ชนเผ่า”หนึ่งที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย Kalahari (ในหนังกล่าวถึงชนเผ่านี้โดยใช้คำว่า Bushman) ซึ่งพวกเขาดำรงชีวิตแบบ hunting and [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><a href="http://www.imdb.com/title/tt0080801/">The Gods must be crazy</a> : โลกที่วิ่นแหว่ง</strong><br />
<strong>โดย Jo</strong></p>
<p>เส้นแบ่งอันพร่ามัวระหว่างโลกข้างนอกกับข้างในของมนุษย์ยังคงสร้างข้อถกเถียงมาตลอดมา ตั้งแต่ที่Immanuel Kantเสนอความคิดว่า เราเข้าใจโลกผ่านกรอบของความคิดชุดหนึ่งของเรา ที่ประทับลงไปและตีกรอบการรับรู้ความจริงหรือโลกภายนอกเอาไว้ เท่ากับว่าเราไม่อาจรับรู้ความเป็นจริงของโลกภายนอกได้ทั้งหมด</p>
<p>เช่นเดียวกัน เรื่อยมาจนแนวคิดทางภาษาศาสตร์ของFerdinand de Saussureที่ชี้ให้เราเห็นว่า แท้ที่จริงแล้ว กรอบความคิดหรือตราประทับที่เรามีนั้นก็คือ“ภาษา” เราเข้าใจโลกผ่านระบบ“ภาษา” และ “ภาษา” นั่นเองที่เป็นตัวจำกัดกรอบความคิดของเรา</p>
<p>โครงการ “โลก-นอก/ใน-หนัง: เสวนาภาพยนตร์กับนักเรียนสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา”เองก็เดินมาในท่วงทำนองเดียวกัน การสนทนาถึง “โลก”ในภาพยนต์ที่สะท้อนถึงทั้ง “โลก”ภายนอกและ “โลก”ภายในตัวผู้สนทนา ทั้งหมดนี้กระทำการผ่านระบบสัญญะในลักษณะเดียวกับที่ภาษา ด้วย ภาพ เสียงและสิ่งอื่นๆ ในหนัง ซึ่งทำหน้าที่ส่งต่อความคิดของผู้สร้างที่มีต่อตัวหนัง ตัวหนัง และกระทั่งตัวผู้สนทนาเองแบบที่มันเป็นออกมาอย่างวิ่นแหว่ง แต่ความวิ่นแหว่งนั่นเองกลับเป็นความดึงดูดให้เรามุ่งสนทนาเพื่อเข้าไปให้ใกล้กับความจริงอีกซักนิด(ไม่ว่ามันพร้อมที่จะให้เราเข้าไปหรือกระทั่งว่ามีอยู่จริงหรือไม่)</p>
<p>ภายใต้ความวิ่นแหว่งเหล่านี้ ที่เกิดขึ้นมากระทั่งในระบบ“ภาษา” ระบบ“สัญญะ”ที่(ดูเหมือนว่า)เรามีร่วมกัน</p>
<p>เพื่อชี้ถึงความวิ่นแหว่งเหล่านั้น บทสนทนาชิ้นนี้กำลังที่จะนำเราเข้าไปสู่ความวิ่นแหว่งอย่างชัดเจนของการปฏิสัมพันธ์กันด้วยระบบ“ภาษา”ที่แตกต่างกัน ใน The Gods must be crazy<br />
<span id="more-75"></span><br />
The Gods must be crazy(1980)ว่าด้วยเรื่องของ“ชนเผ่า”หนึ่งที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย Kalahari (ในหนังกล่าวถึงชนเผ่านี้โดยใช้คำว่า Bushman) ซึ่งพวกเขาดำรงชีวิตแบบ hunting and gathering มีภาษาเป็นของตนเองซึ่งเป็นภาษาที่มีการออกเสียงแบบclick(click เป็นวิธีการออกเสียงแบบหนึ่งซึ่งใช้การขยับของอวัยวะภายในปากในการบีบ/อัด อากาศทำให้เกิดเสียงขึ้นมา หรือพูดง่ายๆมันก็คล้ายๆกับการใช้ปากทำเสียงแบบ beatbox) ซึ่งเป็นรูปแบบการออกเสียงที่พบมากในแถบทวีปแอฟริกาใต้ พวกเขาไม่มีระบบการถือครองกรรมสิทธิ์(property)ต่อสิ่งใดๆ และถือว่าของทุกๆอย่างบนโลกนี้พระเจ้าประทานมาให้มนุษย์ทุกคนใช้ร่วมกัน (ซึ่งนี่จะเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของเหตุการณ์ที่บทสนทนานี้ยกมาใช้เป็นจุดสังเกตุหลัก) วันหนึ่งนักบินที่ขับเครื่องบินผ่านได้ทิ้งขวดcokeลงมา พวกเขาเก็บได้และเข้าใจว่ามันเป็นของที่พระเจ้าประทานให้ มันเรียบ กลม และแข็งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน(ในโลกของพวกเขาที่เป็นทะเลทรายอาจไม่มีหินก้อนใหญ่ๆและไม้ที่แข็งไปกว่าขวดนี้อีกแล้ว) มันสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างและใช้ได้ดีเสียยิ่งกว่าสิ่งใดๆที่พวกเขาเคยได้มา แต่ด้วยความที่มันมีอรรถประโยชน์ในการใช้งานอย่างสูงนี่เอง ที่นำมาสู่ความต้องการที่สูงขึ้น ทุกๆคนต้องการใช้มัน แต่มันมีอันเดียวซึ่งไม่พอสำหรับทุกๆคน มันทำให้เกิดปรากฏการณ์ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในสังคมนี้ พวกเขาเกิดการแก่งแย่งกัน ทำร้ายกัน อิจฉา ริษยา ราวกับว่าการพบเจอมันเป็นการเปิดกล่องpandoraซึ่งบรรจุเอาความชั่วร้ายทั้งปวงบนโลกนี้ไว้และนำเอาสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้นมาสู่สังคมอันแสนบริสุทธิ์ของพวกเขา ท้ายที่สุดแล้วXi(Nixau)ก็ตัดสินใจที่จะนำมันไปทิ้งที่สุดขอบโลก เขาออกเดินทางจากหมู่บ้านไป ซึ่งนั่นทำให้เขาได้พบเจอกับ“โลก”ใหม่ๆ ที่เขาไม่เคยรู้จัก “โลก”ที่ไม่รู้จักหรือละเลยที่จะรู้จักเขา</p>
<p>ในหนังสือเรื่อง คนนอก(L’Étranger) ของ อัลแบร์ กามู(Albert Camus) ตัวเอกของเรื่อง เมอโซ (Meursault)โดนจับด้วยข้อหา ฆ่าคนตาย แต่ในการตัดสินคดีความของเขานั้น ประเด็นที่ถูกนำมาใช้ในการพิจารณาคดีความกลับเป็นเรื่องของ ความคิด การปฏิบัติ ความเชื่อและค่านิยมของเขาที่แตกต่างและบิดเบี้ยวไปจากสังคมทั่วๆไป เขาไม่เชื่อในพระเจ้า เขาไม่ร้องไห้ในงานศพของแม่แต่กลับดื่มกาแฟใส่นมแล้วสูบบุหรี่อย่างสงบและนัดหญิงสาวไปว่ายน้ำในวันรุ่งขึ้น เขาไม่เชื่อและทำอย่างที่ใครๆเขาทำกัน<br />
ในการพิจารณาคดี เขาแทบจะไม่กล่าวคำใดๆต่อศาล คำแก้ต่างทั้งหมดล้วนมาจากทนายของเขา (ที่กระทั่งใช้คำว่า “ข้าพเจ้า” ในการกล่าวแทนตัวเมอโซ) แม้ว่ามีบางครั้งที่เขาแสดงความเห็นออกมาในศาล แต่ผลที่ตามมากลับกลายเป็นเสียงหัวเราะและเสียงซุบซิบของผู้รับฟัง ด้วยทัศนคติ ความคิด ความเชื่อที่ต่างไปจากสังคม เขากลายเป็น“คนนอก”ของสถานการณ์นั้นๆไปแล้ว และจบด้วยการเป็นเพียงเสมือนผู้สังเกตุการณ์การพิจารณาคดีของคนเองที่มีผลลัพธ์คือโทษประหารชีวิต ในช่วงหนึ่งของการว่าความ เมอโซได้บรรยายถึงคำประกาศของอัยการว่า“เขาประกาศว่าฉันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับสังคมซึ่งฉันไม่ยอมรับรู้กฏที่สำคัญๆ และฉันไม่สามารถจะเรียกร้องขอความเห็นใจได้ ในเมื่อฉันเองไม่รู้จักว่าความสะเทือนใจเป็นเช่นไร”(หรือจะตีความออกมาได้ว่า เขาผิดเพราะเขาไม่ร้องไห้ในงานศพของแม่)<br />
อย่าลืมว่า เมอโซ กำลังถูกกล่าวโทษด้วยข้อหาฆาตกรรม!!!</p>
<p>ขณะที่Xiกำลังเดินทางเพื่อที่จะเอาขวด coke ไปทิ้ง เขารู้สึกหิวและบังเอิญพบฝูงแพะ เขาเป่าถูกดอกผสมยาสลบไปที่แพะตัวหนึ่ง ขณะที่เขากำลังกล่าวขอโทษต่อแพะที่กำลังหลับไปเพราะฤทธิ์ลูกดอกนั้นและเตรียมที่จะกิน เด็กเลี้ยงแพะไปแจ้งพนักงานของรัฐมาจับเขาXiบอกว่า “มากินด้วยกันสิ มีพอสำหรับหลายคน” แต่เจ้าหน้าที่ไม่สนใจ และจับเขาไปXiถูกจับด้วยข้อหาขโมยแพะ เขาถูกนำไปขึ้นศาล ในการว่าความได้มีM&#8217;pudi(Michael Thys)ซึ่งเคยบังเอิญหลงป่าและได้ไปอยู่กับพวกBushmanจึงพูดภาษาของเขาได้ มาเป็นล่ามให้กับXi M&#8217;pudiบอกกับศาลว่า เขารู้สึกลำบากใจมากที่จะแปลคำกล่าวโทษของศาลให้กับXi เพราะว่าในภาษาของXiไม่มีคำว่า“ชั่วร้าย” ทำให้เขาไม่สามารถแปลและถ่ายทอดความเข้าใจเหล่านี้ไปได้ ท้ายที่สุดแล้วXiถูกลงโทษจำคุกเป็นเวลา3เดือน Xiไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นี้มันผิดยังไง ไม่สามารถที่จะแก้ต่างในความผิดของเขาได้เพราะในภาษาของเขา ในสังคมของเขาไม่มี“คำ”หรือความคิดเกี่ยวกับ “ความชั่วร้าย” จากการฆ่าสัตว์เพื่อเอามากินเลยด้วยซ้ำ เพราะเขาเชื่อว่า ทุกๆอย่างเป็นของที่พระเจ้าประทานมาให้ทุกคนเท่าๆกัน ไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น การที่เขาฆ่าแพะจึงไม่ผิดอะไร (เขายังคิดที่จะแบ่งให้เจ้าหน้าที่ที่มาจับเขากินด้วยซ้ำ)<br />
Xiไม่รู้จัก“ความชั่วร้าย”จากการฆ่าสัตว์เพื่อกิน เขาไม่รู้จัก“วันจันทร์ อังคาร พุธ” วันของเขาไม่ได้แยกความต่างกันแบบนั้น เขาไม่แยกเครื่องบินออกจากนก ทำให้เขาไม่สามารถที่จะเข้าใจเขาจึงต้องติดคุก เขาไม่สามารถเข้าใจกระทั่งว่า เขาต้องทำงานกับAndrew Steyn(Marius Weyers)(คนที่ช่วย[ซื้อ]เขาออกมาจากคุก)กี่สัปดาห์ เขาจะได้รู้เพียงว่า“ฉัน(Steyn)จะบอกเขา(Xi)เองว่าเมื่อไหร่จะไปได้”</p>
<p>Sapir &amp; Whorfได้เสนอแนวคิดว่า ความต่างหนึ่งของระบบภาษาต่างๆอยู่ที่การจำแนก/จัดกลุ่มสิ่งต่างๆ(categorize) ซึ่งระบบจำแนกนี้ก็จะเกิดมาจากว่าในสังคมภาษานั้นๆให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่าอะไร ดังเช่นในสังคมที่มีหิมะตกเยอะ ก็จะมีชื่อเรียกหิมะแบบต่างๆ ที่ละเอียดและจำเพาะเจาะจงกว่าสังคมที่ไม่มีหิมะ ในขณะเดียวกัน การจำแนกเหล่านี้ก็จะไปส่งผลให้เกิดโลกทัศน์ที่แตกต่างกันไปในกลุ่มคนที่ใช้ภาษาที่มีการจำแนกแต่ละสิ่งต่างกันไป ถ้าหากเราไปบอกXiว่า “วันนี้วันอังคาร พรุ่งนี้วันพุธ” แน่นอนว่าเขาย่อมไม่เข้าใจ และสงสัยว่า มันต่างกันยังไง ด้วยเหตุนี้นั่นเอง ภายใต้โลกทัศน์ของXiที่ไม่มีคำเรียก“ความชั่วร้าย” เขาย่อมไม่มีทางเข้าใจได้เลยว่า ทำไมเขาล่าแพะเอามากินแล้วต้องถูกจับ ในทางกลับกัน ด้วยโลกทัศน์ของผู้พากษา เขาก็ย่อมไม่มีทางเข้าใจถึงความชอบธรรมในการล่าแพะของXiได้เลย</p>
<p>ถ้า“ภาษา”เป็นสิ่งซึ่งถูกประกอบสร้างจากวัฒนธรรมและมีส่งผลครอบงำต่อวัฒนธรรม ไม่ต่างอะไรกับความเชื่อหรือค่านิยมแล้ว ในกรณีของเมอโซเองก็คงไม่ต่างอะไรกับXi เมอโซไม่มีค่านิยมหรือความเชื่อในฐานะที่เป็นสัญญะหนึ่งที่เทียบเคียง/หลอมรวมเขาเข้ากับสังคมได้ ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสังคมจึงปรากฏออกมาอย่างวิ่นแหว่งไม่ต่างอะไรกับXi ขณะเดียวกันXiก็ถูกขับออกไปเป็น “คนนอก” ด้วยความต่างของโลกทัศน์ที่ถูกครอบงำโดยภาษา ไม่ต่างอะไรกับเมอโซ</p>
<p>แล้วเราผู้ซึ่งกำลังสนทนากันอยู่นี่เล่า เราซึ่งดูคล้ายจะมีกรอบความคิดอันเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน แต่ถึงที่สุดแล้วมันก็ไม่มีทางที่จะเหมือนกันเสียทีเดียว เราย่อมไม่สามารถเข้าใจภาษาหรือกระทั่งมีค่านิยมความคิดความเชื่อเท่าๆกัน เหมือนๆกันได้ ท้ายที่สุดแล้วบทสนทนาของเราคงต้องวิ่นแหว่งและจบลงอย่างแหว่งวิ่นเช่นนี้แล ^ ^</p>
<p>อา ไม่ดีกว่า ขอเชิญชวนพวกเรามาทดลองเอากรอบนั้นแต่ละอันของเรามาเทียบเคียงกัน ไม่แน่ว่าหากเราทำเช่นนี้ต่อไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า “โลก” ของเราของอาจใกล้กันเข้ามาและวิ่นแหว่งได้น้อยที่สุดก็เป็นได้</p>
<p>ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่โลกอันวิ่นแหว่ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://socantcafe.org/2009/03/the-gods-must-be-crazy/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โลก-นอก/ใน-หนัง : WALL-E</title>
		<link>http://socantcafe.org/2009/02/walle/</link>
		<comments>http://socantcafe.org/2009/02/walle/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Feb 2009 07:24:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>themadmon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[Wall-E]]></category>
		<category><![CDATA[โลก-นอก/ใน-หนัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://socantcafe.org/?p=60</guid>
		<description><![CDATA[<p>WALL•E: A Story of Estranged Labour</p>
<p>โดย Lukasti</p>
<p></p>
<p style="text-align: center;">-1-</p>
<p>ผมไม่เชื่อว่า WALL•E เป็นหนังรัก แต่ก็เถียงได้ไม่เต็มปากนัก หากใครจะยืนยันว่ามันเป็น กระนั้นก็ตาม ถ้าหาก WALL•E ไม่ได้จบลงอย่างที่ผมได้ดู แต่จบลงโดยที่ WALL•E ต้องทำงานเก็บขยะต่อไปจนอีกหลายร้อยปีข้างหน้า หนังเรื่องนี้จะยังคงเป็น “หนังรัก” ดังที่ Pixar โฆษณาไว้ หรือไม่?</p>
<p style="text-align: center;">-2-</p>
<p>หลายคนคงเคยได้ยินวลีที่ว่า “Work is worship. Duty is God” หากเราสมมติง่ายๆ ว่า เกิดมาแล้วเรียนจนอายุ 20 ทำงานจนเกษียณตอนอายุ 60 แล้วตายตอนอายุ 80 ชีวิตที่อยู่กับงานเป็นเวลา 40 ปี หรือครึ่งหนึ่งของชีวิต หากคนเราจะนับถือหน้าที่การงานเป็นพระเจ้าก็ไม่แปลก ในสังคมทุนนิยม มนุษย์อาจเลิก “ทำงานเพื่อพระเจ้า” แต่รับเอางานเป็นพระเจ้าแทน คำถามปัญหาก็คือ งานเป็นพระเจ้าแบบไหนกันแน่?</p>
<p>Robert Neville ในภาพยนตร์ I [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>WALL•E: A Story of Estranged Labour</strong></p>
<p>โดย <a href="http://lukasti.wordpress.com/">Lukasti</a></p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-70" title="walle" src="http://socantcafe.org/uploads//2009/02/walle-300x268.jpg" alt="walle" width="300" height="268" /></p>
<p style="text-align: center;">-1-</p>
<p>ผมไม่เชื่อว่า WALL•E เป็นหนังรัก แต่ก็เถียงได้ไม่เต็มปากนัก หากใครจะยืนยันว่ามันเป็น กระนั้นก็ตาม ถ้าหาก WALL•E ไม่ได้จบลงอย่างที่ผมได้ดู แต่จบลงโดยที่ WALL•E ต้องทำงานเก็บขยะต่อไปจนอีกหลายร้อยปีข้างหน้า หนังเรื่องนี้จะยังคงเป็น “หนังรัก” ดังที่ Pixar โฆษณาไว้ หรือไม่?</p>
<p style="text-align: center;">-2-</p>
<p>หลายคนคงเคยได้ยินวลีที่ว่า “Work is worship. Duty is God” หากเราสมมติง่ายๆ ว่า เกิดมาแล้วเรียนจนอายุ 20 ทำงานจนเกษียณตอนอายุ 60 แล้วตายตอนอายุ 80 ชีวิตที่อยู่กับงานเป็นเวลา 40 ปี หรือครึ่งหนึ่งของชีวิต หากคนเราจะนับถือหน้าที่การงานเป็นพระเจ้าก็ไม่แปลก ในสังคมทุนนิยม มนุษย์อาจเลิก “ทำงานเพื่อพระเจ้า” แต่รับเอางานเป็นพระเจ้าแทน คำถามปัญหาก็คือ งานเป็นพระเจ้าแบบไหนกันแน่?</p>
<p>Robert Neville ในภาพยนตร์ I am Legend (2007) ไม่เชื่อในพระเจ้า แต่งานอาจเป็นพระเจ้าในชีวิตของเขา เขาไม่แตกต่างอะไรกับ WALL•E ในแง่ที่ว่า เป็นเพียง “คน” คนเดียวที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่เพื่อทำงานบางอย่าง งานที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง และเป็น “ความหมาย” หนึ่งเดียวของชีวิต ในขณะที่เขารู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร ทำไปทำไม และทำไปเพื่อใคร แต่ WALL•E ที่เกิดมาเพียงเพื่อ “ทำงาน” อาจไม่มีโอกาสแม้แต่จะคิดคำถามเหล่านี้</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-68" title="conveyor" src="http://socantcafe.org/uploads//2009/02/conveyor-300x254.jpg" alt="conveyor" width="300" height="254" /></p>
<p style="text-align: center;">-3-</p>
<p>ในปี 2548 มีแรงงานไทยที่อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และเครื่องใช้ไฟฟ้ารวมกันเกินกว่า 6 แสนคน เกือบร้อยละ 70 ของแรงงานเหล่านี้เป็นผู้ปฏิบัติงานในโรงงาน หรือเป็นคนงานทั่วไป ส่วนใหญ่คนงานเหล่านี้ถูกเลิกจ้างก่อนอายุ 45 ปี  ตลกร้าย คือ พวกเขาและเธอผลิต “สินค้า” ที่อาจไม่มีวันได้เป็นเจ้าของ ตลกร้ายกว่า คือ หากเป็นคนงานในโรงงานชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์สักโรงงานหนึ่ง อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแผงวงจรที่ผลิตขึ้นอยู่ตรงส่วนใดของคอมพิวเตอร์ ตลกร้ายที่สุด คือ เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นจริง และแทบจะไม่เคยเปลี่ยนแปลงนับจากประเทศไทยหันหัวเรือไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรม</p>
<p>เช่นเดียวกันกับ WALL•E แรงงานเหล่านี้อาจไม่มีโอกาสแม้แต่จะคิดคำถามว่า ตัวเองกำลังทำอะไร ทำไปทำไม และทำไปเพื่อใคร ทั้ง WALL•E ทั้ง EVE ไม่ว่าจะอยู่นอกหรือในจอหนังล้วนแล้วแต่ไม่เคยเห็นภาพรวมของ “งาน” ที่ตัวเองทำ WALL•E อาจรู้เพียงการสร้างตึกสูงระฟ้าจากกองขยะ ขณะที่ EVE อาจรู้เพียงการตามหาสิ่งมีชีวิตสีเขียวเพื่อสิ้นสุด “ภารกิจ” บนสายพานการผลิตของโครงการ re-colonize อาจไม่มี “หุ่น” ตัวใดรู้ว่า งานของตนอยู่ ณ แห่งหนใดในการเดินทางกลับโลกของมนุษย์ บนสายพานการผลิตของโลกทุนนิยม อาจไม่มีใครรู้ว่า “สินค้า” ที่เราผลิตขึ้น จะพาเราและพาโลกไปยังจุดใด</p>
<p>ที่ปลายสุดของสายพานการผลิต คือ สินค้าที่ถูกตีมูลค่าเท่ากับแรงงานทั้งหมดบนสายพาน แต่สิ่งที่ต้องสูญเสียไประหว่างสายพานอาจไม่สามารถประเมินค่าได้ อะไรคือความหมายของการดำรงอยู่? ระหว่างการอัดขยะเป็นก้อนลูกบาศก์กับการเก็บสะสมของที่น่าสนใจจากกองขยะ อะไรคือความหมายในชีวิต? ระหว่าง “ภารกิจ” กับ “คน” ที่คอยอยู่ดูแลข้างๆ ถ้าหาก WALL•E เก็บขยะจนหมดโลก มันจะยังคงมีความสำคัญต่อไปหรือไม่ หรือหาก WALL•E หมดอายุการใช้งาน พังไปเหมือนหุ่นหน้าตาคล้ายกันตัวนั้น หาก WALL•E ไม่ได้จบลงอย่างที่เป็น ผมมองไม่เห็นเลยว่า หนังเรื่องนี้จะเป็น “หนังรัก”ได้อย่างไร</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-69" title="walle-eve" src="http://socantcafe.org/uploads//2009/02/walle-eve-300x298.jpg" alt="walle-eve" width="300" height="298" /></p>
<p style="text-align: center;">-4-</p>
<p>ขอบคุณใคร (หรืออะไร) ก็ตามที่ทำให้ WALL•E จบลงอย่างที่ผมได้ดู และขอบคุณแม่ที่ให้กำเนิดผมเร็วพอที่จะไม่ต้องดำรงชีวิตบนสายพานการบริโภคอย่างบนยาน Axiom!!!</p>
<p style="text-align: center;">******</p>
<p>หมายเหตุ : <a href="http://socantcafe.org/2009/02/socantcinema/">โครงการ &#8220;โลก-นอก/ใน-หนัง&#8221;</a> ฉาย WALL•E ไปเมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://socantcafe.org/2009/02/walle/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โลก-นอก/ใน-หนัง : The Sleeping Dictionary</title>
		<link>http://socantcafe.org/2009/02/sleepingdictionary/</link>
		<comments>http://socantcafe.org/2009/02/sleepingdictionary/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 19 Feb 2009 02:11:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>themadmon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[Colonialism]]></category>
		<category><![CDATA[Iban]]></category>
		<category><![CDATA[Sex]]></category>
		<category><![CDATA[The Sleeping Dictionary]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[โลก-นอก/ใน-หนัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://socantcafe.org/?p=47</guid>
		<description><![CDATA[<p>เมื่อวันศุกร์ 13 ที่ผ่านมา โครงการเราได้ฉายภาพยนตร์เรื่อง The Sleeping Dictionary มีผู้มาร่วมชมเกือบยี่สิบท่าน นั่งชมกันอย่างอบอุ่นและสนุกสนาน ซาบซ่านซาบซึ้งไปกับความหอมหวานและสวยงามในภาพยนตร์ (โดยเฉพาะนางเอก &#8211; ฮาาา..) หลังจากภาพยนตร์จบลงการเสวนาก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเมามันและจบลงหลังจากเราคุยกันอยู่เป็นชั่วโมงๆ ..คุณ &#8220;ปราชญ์ วิปลาส&#8221; ก็อาสารับหน้าที่ &#8220;เขียน&#8221; ถึงภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวและการเสวนาของเรา.. (กระนั้นก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่คุณปราชญ์ฯเขียนจะเป็นสิ่งที่ผู้ร่วมเสวนาในวันนั้นห็นด้วยทุกประการแต่อย่างใด)     และต่อไปนี้คือข้อเขียนของคุณปราชญ์..เชิญลิ้มรสสัมผัสได้หลังจากเส้นประเป็นต้นไปครับ</p>
<p>- &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันศุกร์ 13 ที่ผ่านมา โครงการเราได้ฉายภาพยนตร์เรื่อง <a href="http://www.imdb.com/title/tt0242888/">The Sleeping Dictionary</a> มีผู้มาร่วมชมเกือบยี่สิบท่าน นั่งชมกันอย่างอบอุ่นและสนุกสนาน ซาบซ่านซาบซึ้งไปกับความหอมหวานและสวยงามในภาพยนตร์ (โดยเฉพาะนางเอก &#8211; ฮาาา..) หลังจากภาพยนตร์จบลงการเสวนาก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเมามันและจบลงหลังจากเราคุยกันอยู่เป็นชั่วโมงๆ ..คุณ <a href="http://babbirdbird.wordpress.com/">&#8220;ปราชญ์ วิปลาส&#8221;</a> ก็อาสารับหน้าที่ &#8220;เขียน&#8221; ถึงภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวและการเสวนาของเรา.. (กระนั้นก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่คุณปราชญ์ฯเขียนจะเป็นสิ่งที่ผู้ร่วมเสวนาในวันนั้นห็นด้วยทุกประการแต่อย่างใด)     และต่อไปนี้คือข้อเขียนของคุณปราชญ์..เชิญลิ้มรสสัมผัสได้หลังจากเส้นประเป็นต้นไปครับ</p>
<p>- &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - &#8211; - -</p>
<p><strong>หมีดูหนัง</strong>: <a href="http://www.imdb.com/title/tt0242888/">The Sleeping Dictionary</a> (2003)</p>
<p><a href="http://babbirdbird.wordpress.com/"><strong>ปราชญ์ วิปลาส</strong></a></p>
<p>อานิสงส์ประการหนึ่งที่ได้รับจากโครงการ <a href="http://socantcafe.org/2009/02/socantcinema/">“โลก-นอก/ใน-หนัง: เสวนาภาพยนตร์กับนักเรียนสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา”</a> ก็คือการที่ผู้เข้าร่วมชมภาพยนตร์ได้มอง “โลกในหนัง” ผ่านเลนส์แว่นตาความคิดที่ตัดขึ้นจาก “โลกนอกหนัง” ของผู้เข้าชมแต่ละคน นั่นทำให้เมื่อมองไปยังสิ่งเดียวกันด้วยแว่นที่มีส่วนประกอบสร้างที่ต่างกัน สิ่งเดียวกันนั้นก็ย่อมไม่เป็นสิ่งเดียวกันเสียทีเดียวอีกต่อไป เมื่อถึงตอนนั้น สิ่งที่ตามมาย่อมเป็นการถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน แม้ที่สุดแล้วไม่ได้คำตอบที่จริงแท้เพียงหนึ่งเดียว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมหมายถึงการเปิดโลกทัศน์ที่เคยมองผ่าน “แว่น” ของแต่ละคนให้กว้างขวางขึ้น</p>
<p>และต่อไปนี้คือ “โลกในหนัง” เรื่อง The Sleeping Dictionary ที่ได้รับการมองผ่านแว่นตาแห่ง “โลกนอกหนัง” อันหนึ่ง</p>
<p><span id="more-47"></span></p>
<p><span style="color: #ff0000;">**SPOILER**SPOILER**SPOILER**SPOILER**SPOILER**SPOILER**SPOILER**SPOILER**</span></p>
<p>“In 1936, the British Empire still extended over vast area of the globe. It was a time when young men finished their own education by serving as administrators in distant lands. They sought to change the countries they ruled…but more often the countries changed them.”</p>
<p>นั่นเป็นสิ่งที่ The Sleeping Dictionary โปรยไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง การขยายอำนาจของอังกฤษในปีค.ศ. 1936 ที่ยังคงดำเนินไปทั่วโลก ช่วงเวลาที่ชายหนุ่มชาวอังกฤษจบการศึกษาได้ด้วยการไปทำงานเป็นผู้ปกครองในดินแดนใต้อาณานิคมที่อยู่ห่างไกล คนหนุ่มเหล่านั้นพยายามเปลี่ยนแปลงประเทศที่ตัวเองไปปกครอง แต่บ่อยครั้งก็กลับกลายเป็นพวกเขาที่ถูกประเทศในปกครองเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงเสียเอง</p>
<p>อาจกล่าวได้ว่านั่นคือหัวใจของเรื่องราวทั้งหมดใน The Sleeping Dictionary</p>
<p>The Sleeping Dictionary คือเรื่องราวของ John Truscott (Hugh Dancy) หนุ่มอังกฤษที่ไปทำงานเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าหน้าที่จากประเทศจ้าวอาณานิคมที่ปกครองชาว Iban ในซาราวัก John ได้พบกับ Selima สาวชาวพื้นเมืองที่ทำหน้าที่เป็น Sleeping Dictionary หรือที่กล่าวในเรื่องคือเป็นผู้ที่สอนภาษาท้องถิ่นให้กับจ้าวอาณานิคมผ่านการร่วมหลับนอน John ตกตะลึงในความงามของ Selima ตั้งแต่แรกเห็น ถึงกระนั้น วัฒนธรรมแห่งแผ่นดินแม่ที่ค้ำคออยู่ก็ทำให้เขาปฏิเสธแรงกระตุ้นทางธรรมชาติของตัวเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไปความรักของคนทั้งสองก็เริ่มก่อตัวขึ้น และเมื่อถึงที่สุด John ก็ต้องเลือกระหว่างหน้าที่ในฐานะ “เจ้าหน้าที่ที่ต้องทำงานเพื่อประเทศของตน” กับ “มนุษย์ธรรมดาที่มีเลือดเนื้อคนหนึ่ง”</p>
<p>แม้เมื่อดูโดยทั่วไป The Sleeping Dictionary ก็คือหนังรักที่อาจถูกตีตราได้ว่าอยู่ในตระกูลน้ำเน่าเพ้อฝัน แต่กระนั้น หนังตระกูลนี้ก็ทรงพลังและช่วยต่อเติมความฝันให้ใครหลายๆคนได้เรื่อยมา และที่ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความที่หนังเรื่องนี้สร้างฉากเป็นช่วงเวลาแห่งการยึดครองอาณานิคมโดยโลกตะวันตก ภาพที่เกิดขึ้นในเรื่องจึงเป็นการปะทะสังสรรค์ปฏิสัมพันธ์กันระหว่างเจ้าอาณานิคม (The Colonists) ชาวอังกฤษผู้เข้ามาปกครองและชนพื้นเมือง (The Natives) ชาว Iban ผู้ถูกปกครอง ซึ่งทั้งสองฝ่ายในเรื่องนั้นมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมกันอย่างสุดขั้ว อีกทั้งชาวอังกฤษและชาว Iban ก็ล้วนมีตัวตนอยู่จริงมาจนถึงปัจจุบัน เช่นนั้นแล้ว การจะดูหนังเรื่องนี้อย่าง “จงใจ” ให้มีนัยยะทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร แต่ก็ใช่ว่าทุกแง่มุมในเชิงสาขาวิชาดังกล่าวจะได้รับคำตอบครบถ้วน เพราะดังได้กล่าวไปแล้วว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังรัก มิได้เป็นหนังแนวสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาโดยจงใจ แต่มุมมองที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ ภาพวัฒนธรรมของชาว Iban ในเรื่องเป็นวัฒนธรรมแบบที่อยู่ในความคิดของ Guy Jenkin ซึ่งเป็นผู้กำกับและเขียนบท เป็นภาพของ Iban จาก “คนนอก” ไม่ใช่จากตัวชาว Iban เอง จึงเป็นเรื่องที่ต้องกล่าวถึงกันต่อไปว่าเป็นความจริงแค่ไหน</p>
<p>เมื่อดูจบ The Sleeping Dictionary เป็นหนังที่น่าจะ “ประทับใจ” ใครหลายๆคน เช่นนั้นจึงขอเสนอสิ่งต่างๆที่มองเห็นผ่านแว่นของ “โลกนอกหนัง” ซึ่งบางสิ่ง อาจจะอยู่ที่ขั้วตรงข้ามของความ “ประทับใจ” ที่หลายๆคนได้รับจากหนังเรื่องนี้</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">1. ลักษณะทั่วไปของชาว Iban ที่ปรากฏในหนัง</span></strong></p>
<p>เท่าที่เห็นในเรื่อง Iban เป็นสังคมที่น่าจะมีการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์แล้ว เนื่องจากมีการตั้งที่อยู่เป็นหลักแหล่ง</p>
<p>ลักษณะการอยู่อาศัยของชาว Iban ในเรื่องเป็นการอยู่รวมกันหลายๆครอบครัวใน Longhouse เดียวกัน ในชุมชนจะประกอบไปด้วย Longhouse หลายๆหลังรวมกัน ไม่มีการตั้งบ้านเดี่ยวแยกออกไปต่างหาก บ้านเดี่ยวที่แยกออกไปต่างหากในหนังคือบ้านของผู้ปกครองชาวอังกฤษ ซึ่งจะมีทั้งแบบที่แยกออกไปอย่างโดดเดี่ยวและแบบที่ตั้งอยู่รวมกันหลายหลัง</p>
<p>ใน Longhouse จะมีลานกว้างภายในซึ่งใช้ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันหรือกิจกรรมตามอัธยาศัย ไม่ปรากฏชัดเจนในหนังว่าภายใน Longhouse แต่ละหลังนั้นมีการแบ่งห้องออกเป็นห้องย่อยของแต่ละครอบครัวด้วยหรือไม่ แต่ละ Longhouse จะมีชื่อเรียกของตัวเอง “ดูเหมือนว่า” แต่ละ Longhouse จะมีผู้นำของตัวเองและจะมีผู้เป็นหัวหน้าของ Longhouse ทั้งหมดที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันอีกระดับหนึ่ง</p>
<p>จากลักษณะดังกล่าวมาทั้งหมด อาจกล่าวได้ว่าแต่ละ Longhouse เป็นชุมชนย่อยๆในชุมชนใหญ่ของชาว Iban อีกที่หนึ่ง</p>
<p>กรณีหัวหน้าของ Longhouse ในเรื่อง คนหนึ่งกำลังเป็นอยู่และอีกคนหนึ่งจะได้เป็นในอีกสองปีข้างหน้า นั่นอาจหมายความว่าการสืบทอดตำแหน่งหัวหน้านั้นจะทำเมื่อมีคนที่อายุและคุณสมบัติเหมาะสม (ไม่ได้กล่าวไว้ในเรื่องว่าต้องอายุเท่าไหร่และมีคุณสมบัติอย่างไร) นอกจากนี้ ทั้งสองคนดังกล่าวล้วนเป็นผู้ชาย นั่นอาจสื่อเป็นนัยได้ว่าอำนาจในการปกครองในสังคม Iban นั้นอยู่ในมือของเพศชาย ส่วนบทบาทของเพศหญิงในสังคม Iban ในตัวมันเองนั้นไม่มีความชัดเจนในเรื่อง ส่วนที่ชัดเจนคือผู้หญิงที่ทำหน้าที่เป็น “Sleeping Dictionary” แต่ก็ไม่ชัดเจนนักว่าเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของ Iban หรือเกิดขึ้นหลังจากมีการปะทะสังสรรค์กับประเทศจ้าวอาณานิคมกันแน่</p>
<p>ด้านการเพาะปลูก สิ่งหนึ่งที่ชาว Iban “ในเรื่อง” น่าจะปลูกแน่ๆก็คือข้าว เพราะดูจะเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการหมัก “rice wine” อันดูจะเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาว Iban “ในเรื่อง” ส่วนการเลี้ยงสัตว์นั้น อย่างหนึ่งที่เห็นเลี้ยงแน่ๆ “ในเรื่อง” ก็คือหมู ส่วนอาหารการกินนั้นไม่ปรากฏ</p>
<p>Iban เป็นเผ่าล่าหัวมนุษย์ นั่นอาจเป็นสิ่งหนึ่งใน violent sport ที่มีการกล่าวถึงสั้นๆ (สั้นมาก) ในเรื่อง แต่ก็เห็นได้จากในเรื่องว่า Iban ยังใช้การล่าหัวในการป้องกันการถูกล่วงล้ำอาณาเขตด้วย ในหนังมีการกล่าวถึงการล่าหัวคนงานทำเหมือนชาวจีนที่ล่วงล้ำอาณาเขตเข้ามา และดูเหมือนการล่าหัวจะเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของ “ผู้ปกครอง” หรือ “ผู้นำ” ด้วย</p>
<p>Iban เป็นชนเผ่าที่ “based on heavy drinking, violent sport and practical joke.” (ตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องกล่าว) ในเรื่องการดื่มหนักนั้นมีปรากฏครั้งเดียวคือในพิธีต้อนรับพระเอกในเรื่องคือจะมีการดื่ม “rice wine” (เหล้าที่หมักจากข้าว) กัน อีกทั้งการปฏิเสธที่จะดื่มยังหมายถึงการ “ดูถูก” ชาว Iban ด้วย เรื่อง violent sport นั้นก็คงเพราะผู้พูดเห็นว่า Iban เป็นชนเผ่าล่าหัวมนุษย์ ที่น่าสนใจคือการที่ชาวอังกฤษในเรื่องให้ค่าการล่าหัวมนุษย์ว่า violent นั่นแสดงถึงการมองไปยังวัฒนธรรมอื่นโดยใช้บรรทัดฐานของตัวเอง ส่วน practical joke หรือที่ดูจะใกล้กับคำไทยที่สุดคือ “จำอวด” นั้นก็ปรากฏอยู่ในพิธีต้อนรับเช่นกัน ซึ่งการดื่มเหล้าและการแสดง practical joke นั้นน่าจะเป็นประเพณีที่ชาว Iban “ให้ค่า” ว่ามีความสำคัญและอาจถึงขั้นเป็น “เอกลักษณ์” อย่างหนึ่งของตน เพราะถูกนำมาใช้ในพิธีต้อนรับ “ในเรื่อง”</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">2. ความหลงตัวเอง/ความรุนแรงทางตรง/เชิงโครงสร้าง/เชิงวัฒนธรรมของประเทศจ้าวอาณานิคม</span></strong></p>
<p>The Sleeping Dictionary เปิดเรื่องด้วยการที่ John Truscott (Hugh Dancy) เดินทางมายังหมู่บ้านของชาว Iban ในซาราวัก (ปัจจุบันอยู่ในประเทศมาเลเซีย) เพื่อสานต่อแผนการให้การศึกษาแก่ชาว Iban ของ William C. Truscott ผู้เป็นพ่อของเขา โดย John ถือว่านั่นเป็น “…our duty to educate primitive people” หรือ “I’m on the mission to civilize…” และมันทำให้เขาเลือกมาที่นี่ ต่อการเลือกของ John นั้น  Henry Bullard [(Bob Hoskins) ผู้เป็น “ผู้ปกครอง” (Governor) ใน “เขต” (District) ที่ John ไปอยู่] ตั้งข้อสังเกตว่าระดับการศึกษาของ John นั้น “…too far degree for this job” อันหมายความว่า John สามารถหางานอื่นทำได้โดยไม่จำเป็นต้องพาตัวเองมาตกระกำลำบากในพื้นที่ห่างไกลความเจริญเช่นนี้</p>
<p><span style="color: #ff0000;">**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**</span></p>
<p>ฟังดูเผินๆ แนวคิดแบบนี้ช่างน่าสรรเสริญราวกับปัญญาชนผู้มีการศึกษาได้ทำการเสียสละอันยิ่งใหญ่ (คล้ายครูปิยะในหนังไทยเรื่อง “ครูบ้านนอก”?) เป็นการยอมละทิ้งอนาคตสดใสมาอยู่ในพื้นที่ทุรกันดารเพื่อสร้างแสงสว่างทางปัญญาแก่ชาวป่าอนารยะ ทว่า ในอีกด้านหนึ่ง การกระทำและความคิดของ John และคำพูดสองประโยคข้างต้นของเขาก็สะท้อนให้เห็นถึงตรรกะ (ข้ออ้าง) ของชาติมหาอำนาจในยุคล่าอาณานิคมที่มีต่อเผ่าพันธุ์ในโลกตะวันออกที่ไม่ได้ผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรมว่าเป็นพวกที่ล้าหลัง ไร้การศึกษา และเป็นหน้าที่ของอารยชนผู้เจริญแล้วอย่างพวกตนที่ต้องเข้ามาหยิบยื่นแบ่งปันความเจริญให้ และความเจริญที่ว่านั้นก็คือการทำให้ Iban มีการศึกษาในแบบที่คนอังกฤษมี ไม่ใช่เป็นการส่งเสริมฐานความรู้ดั้งเดิมของชาว Iban ให้เข้มแข็งขึ้น วิธีคิดแบบนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความ “หลงตัวเอง” (Egoism) ของเหล่า Colonists คือการมองว่าความดี ความเจริญ ความมีอารยธรรมนั้นมีเพียงชุดเดียวคือชุดที่ตนใช้อยู่ ทั้งยังเพิกเฉยละเลยหรือถึงขั้นลดทอนคุณค่าของอารยธรรมอื่นๆด้วย</p>
<p>ทั้งนี้ทั้งนั้น ในหนังก็ยังมีการเสียดสีวิธีคิดแบบ John เรื่อง “…our duty to educate primitive people” ว่า “…you sound a sanctimonious little prig” (Henry เป็นคนพูด) อันหมายความทำนองว่าวิธีคิดแบบนั้นก็เหมือนพวกที่คิดว่า “ตนเองมีศีลธรรมเหนือกว่าคนอื่น” (prig) ทั้งที่จริงๆแล้วตัวเองนั้น “มือถือสากปากถือศีล” (sanctimonious) แถม Henry ยังต่อท้ายให้ในทำนองว่า John นั้นยังเด็กนัก เดี๋ยวซาราวักจะเขี่ยความคิดพวกนั้นทิ้งให้เอง (Still, you’re young. Sarawak’ll knock it out of you.) ซึ่งตรงนี้ก็สะท้อนความคิดของ Henry ด้วยว่าเขาเองได้หลุดจากวิธีคิดพรรค์นั้นไปแล้ว</p>
<p>นอกจากนี้ จ้าวอาณานิคมยังมีลักษณะของการใช้ความรุนแรงสามแบบตามทรรศนะของ Johan Galtung (นักสังคมศาสตร์ชาวนอร์เวย์) อยู่ด้วย กล่าวคือมีการใช้ความรุนแรงทั้งโดย “ทางตรง” อย่างการใช้กำลังเข้ายึดครอง (เป็นความจริงทางประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคม แต่มิได้กล่าวถึงในเรื่องว่าใช้วิธีเช่นนั้นในการเข้าครอง Iban หรือไม่) การใช้ความรุนแรง “ทางอ้อม” หรือ “เชิงโครงสร้าง” อย่างการใช้กฎหมายที่ตัวเองกำหนดขึ้นในการกำจัดซึ่งสิ่งอันเชื่อว่าจะมาบ่อนเซาะอำนาจการปกครองของตนเอง หรือจะทำให้เกิดการเสียระเบียบ และโดยนัยยะแล้วการใช้ความรุนแรงเชิงโครงสร้างก็เป็นไปเพื่อลดทอนอำนาจของผู้ที่ตนเข้าไปปกครอง ซึ่งในกรณีความรุนแรงเชิงโครงสร้างผ่านข้อกฎหมายนี้มีปรากฏชัดเจนอยู่ในตอนท้ายเรื่องคือการตัดสินแขวนคอ Belansai (ตัวเอกชาว Iban อีกคนในเรื่อง รับบทโดย Eugene Salleh) โทษฐานคิดฆ่าเจ้าหน้าที่จากประเทศจ้าวอาณานิคม (Colonial Officer) ในกรณีนี้ “การแขวนคอ” Belansai (หากเกิดขึ้นจริง) จะเป็นการใช้ความรุนแรงทางตรงซึ่งได้รับความชอบธรรมจากความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่แฝงฝังอยู่ในรูปข้อกฎหมายที่มีการ “ตัดสินแขวนคอ” เป็นบทลงโทษ และทั้งนี้ทั้งนั้น “ความรุนแรงทางตรง” และ “ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง” ดังกล่าวต่างได้รับการสนับสนุน (ให้ความชอบธรรม) จาก “ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม” อันหมายถึงมุมมองที่ “ให้ค่า” ตัวเอง (British) ในฐานะอารยชนผู้เจริญแล้วในขณะที่ “ให้ค่า” ชนพื้นเมืองชาว Iban เป็นสิ่งที่ “ต่ำกว่า” หรือเลวร้ายที่สุดคือ “ไม่ใช่คน” ซึ่งย่อมหมายความต่อไปได้ว่าจะทำอะไรกับพวกเขาก็ได้ทั้งนั้น</p>
<p>กรณีการใช้ “ความรุนแรงทางตรง” ที่ได้รับความชอบธรรมจาก “ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม” ที่มีระบบการให้ค่าดังกล่าวยังเห็นได้ชัดในอีกตอนหนึ่งของเรื่อง นั่นคือเหตุการณ์ที่คนทำเหมืองชาว Dutch (จ้าวอาณานิคมเช่นกัน) จากฝั่งบอร์เนียววางยาชนพื้นเมืองชาว Yakata เพื่อ “กวาดล้าง” (Cleansing) ชาว Yakata ในแถบนั้นออกจากพื้นที่ทำเหมือง (ผลประโยชน์) ของตน</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">3. อุดมคติเรื่องเพศแบบ Victorian และแบบ Iban ที่ปรากฏในเรื่อง</span></strong></p>
<p>**เนื่องด้วยไม่อาจหาข้อมูลอุดมคติทางเพศที่แท้จริงของ Iban ได้ อุดมคติดังกล่าวที่จะปรากฏต่อไปจึงเป็นการตีความจากเนื้อหาในหนัง**</p>
<p>ในวันที่สอง Henry และ Melaka (รับบทโดย Michael Lessing Langgi; พ่อของ Belansai และเข้าใจว่าเป็นหัวหน้าของ Longhouse ทั้งหมดในเขตนั้น) ได้พา Selima (Jessica Alba) มาหา John เพื่อให้เธอทำหน้าที่เป็น “Sleeping Dictionary” ของเขา กล่าวคือนอกจากเธอจะต้องสอนภาษาของชาว Iban ให้ John แล้ว Selima ยังต้องทำ “ทุกอย่าง” ที่เป็น “หน้าที่ภรรยา” (wifely duties) ให้กับ John อีกด้วย</p>
<p><span style="color: #ff0000;">**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**</span></p>
<p>การ “ร่วมหลับนอน” (sleeping) หรือก็คือ “มีเพศสัมพันธ์” นั้น “ถูกกำหนด” เป็น “หน้าที่ภรรยา” อย่างหนึ่งในหนังเรื่องนี้ (จริงๆก็คือในหนังหลายๆเรื่องทั่วโลก) และหน้าที่ดังกล่าวได้สร้างความกระอักกระอ่วนใจให้ John อยู่ไม่น้อย เพราะ John “อ้าง” ว่าการมีอะไรกันโดยที่ยังไม่ได้แต่งงานนั้นขัดกับ “spirits of my country”</p>
<p>ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 อังกฤษได้มีการใช้มาตรฐานศีลธรรมทางเพศแบบที่เรียกกันแพร่หลายว่า “Victorian” ซึ่งเป็นอุดมคติทางเพศที่ได้รับอิทธิพลมาจากคริสต์ศาสนาลัทธิ “Puritanism” อุดมคติทางเพศดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการควบคุมสังคมอย่างหนึ่ง เป็นอุดมคติที่จะยอมรับพฤติกรรมทางเพศแต่เฉพาะที่เกิดในคู่สมรสที่ผ่านพิธีกรรมทางศาสนาอย่างถูกต้องมาแล้วเท่านั้น พฤติกรรมทางเพศอื่นๆที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดทางศาสนา (แม้กระทั่งการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง) ล้วนถือเป็นความผิดบาป ในกรณีของหนังเรื่องนี้ที่กำหนดว่าเรื่องราวเกิดขึ้นในปีค.ศ. 1936 เวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่การบังคับใช้ทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรมของอุดมคติทางเพศแบบ Victorian ได้เจือจางไปบ้างแล้ว (อุดมคติทางเพศแบบ Victorian เริ่มเจือจางลงในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และในหนังก็มีประโยคหนึ่งว่า “Back into the Victorian times…” อันแสดงว่าช่วงเวลาดังกล่าวได้ผ่านพ้นไปแล้ว)</p>
<p>แต่กระนั้น ความที่ฝังรากในวัฒนธรรมมานานและเอื้อประโยชน์ให้ได้ อุดมคติดังกล่าวก็ยังคงเป็นที่ยึดมั่นถือมั่นกันในหมู่ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางของอังกฤษในฐานะเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะทำให้ตนได้รับการนับหน้าถือตา หรืออย่างน้อยที่สุดคือไม่เป็นที่ติฉินนินทา นั่นทำให้ผู้คนหลังยุค Victorian ยังคงได้รับการปลูกฝังซึ่งค่านิยมทางเพศแบบนั้น ดังจะเห็นได้จากการที่ John ให้เหตุผลกับ Selima เรื่องที่เขาไม่ร่วมหลับนอนกับเธอว่า “…the spirits of my country forbid it” หรือในตอนที่ Selima ถาม John ว่า “Have you ever sleep with a woman” แล้ว John ตอบว่า “I won’t till I get married. That’s our way” นั่นสื่อได้ว่า John ที่น่าจะเป็นชนชั้นกลางคนหนึ่งก็ได้รับการปลูกฝังอุดมคติทางเพศแบบ Victorian มาด้วย เช่นนั้นจึงไม่แปลกหาก John จะต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะให้ Selima ทำ wifely duties ในเรื่องการร่วมหลับนอนให้ แต่เขาเต็มยังใจให้ Selima ทำ wifely duties ในส่วนอื่นอันหมายถึงงานบ้านงานเรือน ซึ่งนั่นก็เป็นผลพวงอย่างหนึ่งจากวิธีคิดในสังคม Victorian ที่จำกัดผู้หญิงให้อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนและทำงานบ้าน (มีตอนหนึ่งที่ John ตวาดใส่ Selima ทำนองว่า “ถ้าไม่อยากเป็นคนใช้ก็ไม่ต้องเป็น!!”) นอกจากนี้ เมื่อทีแรกที่ Henry บอกว่า Selima จะมาทำ wifely duties ตัว John ก็ถามกลับด้วยการยกตัวอย่างหน้าที่ดังกล่าวออกมาว่า “การเย็บผ้าหรือ?” (sewing?) อันแสดงให้เห็นว่านั่นคือ “หน้าที่ภรรยา” หรือ “งานของผู้หญิง” อย่างหนึ่งในจินตนาการของเขา และนั่นดูจะสอดคล้องกับอุดมการณ์ “อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน” ของผู้หญิงที่ถูกครอบงำโดยสังคม Victorian ได้เป็นอย่างดี</p>
<p>นอกจากนี้ ในตอนที่ Famous (Junix Inoxian) พ่อครัวชาวจีนของ John พา Jasmine (Christopher Ling Lee Ian) ชายรักร่วมเพศมาเพื่อให้ “ช่วยเหลือ” (assist) John แบบ “ส่วนตัว” (private way) ซึ่ง Famous ที่เห็น John ปฏิเสธการจะร่วมหลับนอนกับ Selima คงคิดว่า John ชอบผู้ชาย เมื่อ John เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรแล้วก็โกรธจัด ตรงนี้จะมองว่าเป็นความโมโหของผู้ชายที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นรักร่วมเพศก็คงได้ แต่ก็ยังมองได้ลึกกว่านั้น กล่าวคือด้วยอุดมคติทางเพศแบบ Victorian นั้น การเป็นรักร่วมเพศถือเป็นความผิดบาปอย่างหนึ่งที่อยู่ในความเป็นห่วงเป็นใยของสังคม เมื่อ John ถูกเข้าใจผิดอย่างนั้น ในความรู้สึกของเขาย่อมไม่ใช่แค่การถูกหมิ่นหยามความเป็นผู้ชาย หากแต่เขายังรู้สึกว่าตัวเองถูกมองเป็นคนบาปอีกด้วย</p>
<p>ในทางหนึ่ง อุดมคติทางเพศแบบ Victorian ก็เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการแบ่งประเภท (หรือกดเหยียด) ว่าพฤติกรรมทางเพศแบบใดเป็นของชนชั้นกลางและชนชั้นสูงหรือชนชั้นล่างด้วย เพราะในความเป็นจริง การควบคุมของอุดมคติดังกล่าวก็มิได้มีความเคร่งครัดนักในสังคมชนบท</p>
<p>ในกรณีอุดมคติทางเพศของชาว Iban นั้นจะเห็นได้จากตอนหนึ่งในเรื่องคือ Selima พูดกับ John เป็นความว่า “ในประเพณีของชาว Iban นั้น ถ้าชายหญิงตื่นขึ้นมาด้วยกันห้าวันติดต่อกันนั่นคือพวกเขาได้ถูกผูกมัด (หมั้น; engaged) กันแล้ว” นั่นดูจะแสดงถึงอุดมคติเรื่องเพศของชาว Iban ที่อยู่ “ในเรื่อง” ได้เป็นอย่างดีว่าเปิดโอกาสให้ชายหญิงเลือกร่วมหลับนอนกันได้ตามความพึงพอใจ และยังมีช่องว่างไว้ให้สำหรับในกรณีที่ไม่ได้ต้องการการผูกมัดอีกด้วย</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">4. ความเป็นนักมานุษยวิทยา vs. ความเป็นคนธรรมดา</span></strong></p>
<p>Cecilia Bullard (Emily Mortimer) หรือ Cecil เป็นลูกสาวของ Henry เธอจบการศึกษาสาขามานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัย Oxford มาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง Cecil เคยอยู่ที่ซาราวักกับพ่อของเธอจนถึงห้าขวบแล้วจึงถูกส่งกลับอังกฤษ นั่นทำให้เธอมีความทรงจำเกี่ยวกับชาว Iban และเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอ “เลือก” ศึกษาพวกเขาเมื่อตอนทำวิทยานิพนธ์จบการศึกษา มีบางฉากในเรื่องที่ Cecil แสดงภูมิเกี่ยวกับชาว Iban และชนเผ่าอื่นๆในซาราวักออกมา เช่นการที่เธอพยายามเล่าเรื่องของ Sleeping Dictionary แต่ไม่ได้ใช้คำว่า Sleeping Dictionary (ซึ่งไม่ชัดเจนว่าเธอไม่รู้หรือรู้แต่เลี่ยงที่จะไม่ใช่คำนั้น และเธอมั่นใจมากว่าไม่มีใครรู้เรื่องนี้นอกจากตัวเธอเอง) หรือตอนที่มีการเจอคนป่วยถูกลอยเรือมาตามน้ำ เมื่อ Belansai บอกว่าคนป่วยพวกนั้นเป็นชนเผ่า “ยากาตา” (Yakata) Cecil ก็รีบเสริมว่าสามารถรู้ได้จากสร้อยหิน “Turquoise” ที่ข้อมือพวกเขา และยังออกตัวอีกว่าเธอศึกษาคนพวกนี้ด้วยเช่นกัน</p>
<p><span style="color: #ff0000;">**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**</span></p>
<p>เมื่อดูจากบทสนทนาเกี่ยวกับเวลาในเรื่องแล้วจะพบว่า หลังจากที่ Cecil กลับไปอังกฤษเมื่อตอนห้าขวบแล้วเธอก็ไม่ได้กลับมาที่ซาราวักอีกเลยจนกระทั่งเวลาที่เธอปรากฏตัวขึ้นในหนัง เพราะฉะนั้น “ความจำ” (หรือจะเรียกว่า “ความรู้” ก็ตาม) ที่ Cecil มีเกี่ยวกับซาราวักหลังจากเธอห้าขวบไปแล้วที่เธอพูดออกมาในเรื่องนั้นย่อมมาจากการอ่านหนังสือ (สิ่งที่เธอเรียกว่า “การศึกษา” และเธอก็มักจะเน้นย้ำหลังการให้ข้อมูลต่างๆของตัวเองว่า “I studied…”) ไม่ใช่จากการ “ลงพื้นที่” (fieldwork) จริงและไม่มี “การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม” (participant observation) ในตอนที่ทำวิทยานิพนธ์ นั่นหมายความว่า Cecil “จบการศึกษาระดับเกียรตินิยมมานุษยวิทยาโดยไม่ได้ลงไปใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนที่เธอทำการศึกษาในตอนที่ทำการศึกษาอยู่” การลงพื้นที่ไปใช้ชีวิตคลุกคลีกับผู้คนที่ตนทำการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นที่นักมานุษยวิทยาต้องปฏิบัติ เป็นสิ่งสำคัญถึงขั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็น “หัวใจ” ของการเป็นนักมานุษยวิทยา แต่ Cecil ไม่มีสิ่งนั้นทั้งที่ในช่วงเวลาดังกล่าวในเรื่องเป็นช่วงเวลาที่ Participant Observation เป็นสิ่งที่ได้รับการพัฒนาจนน่าจะเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปถึงความสำคัญของมันในฐานะเครื่องมือในการศึกษาทาง “ชาติพันธุ์วรรณา” (Ethnography) แล้ว</p>
<p>พฤติกรรมอีกอย่างหนึ่งของ Cecil ที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียงระหว่างเหล่านักศึกษาสาขามานุษยวิทยาที่ได้ร่วมชมภาพยนตร์ในวันนั้นก็คือ การที่ Cecil เข้าไปจัดท่าจัดทาง Selima เพื่อถ่ายรูป เมื่อ Selima แสดงสีหน้าไม่พอใจแล้ว Cecil ก็ยังบอกให้ Selima ทำหน้าอย่างนั้นไว้เพื่อเธอจะได้ถ่ายภาพเก็บไว้ ในสายตาของเหล่าผู้ที่ต้องเป็นนักมานุษยวิทยาในวันหนึ่ง พฤติกรรมของ Cecil นั้นดูไม่เหมาะสม เพราะมันคือการเข้าไปบังคับจัดท่าจัดทางมนุษย์คนหนึ่งราวกับเป็นสิ่งของโดยที่เจ้าตัวไม่ได้เต็มใจให้ทำอย่างนั้น แต่ด้วยความที่ Cecil ในตอนนั้นไม่ได้ไปที่ซาราวักเพื่อทำงานในฐานะนักมานุษยวิทยา จึงเป็นข้อถกเถียงขึ้นมาว่า จำเป็นหรือไม่ที่ผู้ที่เรียนมานุษยวิทยาหรือกระทั่งผู้ที่กล่าวได้ว่าเป็นนักมานุษยวิทยาแล้วจะต้องเป็นนักมานุษยวิทยา</p>
<p>โดยส่วนตัวแล้ว การ “เป็น” อะไรสักอย่างอันเป็นสถานะทางสังคมนั้นคงไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งนั้นตลอดเวลา เพราะหากทำเช่นนั้นก็คงไม่ต่างอะไรกับการลดทอน “ความเป็นมนุษย์” ของตัวเองที่ย่อมต้องมีพฤติกรรมอารมณ์ความรู้สึกตามปรกติ (กระแสหลักอันยากจะควบคุมที่ฝังอยู่ในระกับจิตสำนึก) แบบคนทั่วไป แต่ในกรณีที่ Cecil ทำกับ Selima นั้น สิ่งไม่ดีที่ไม่ว่าจะในฐานะ “นักมานุษยวิทยา” หรือ “มนุษย์ธรรมดา” ก็ไม่ควรทำก็คือการสนใจแต่ความต้องการของตัวเองโดยเพิกเฉยละเลยซึ่งความรู้สึกของคนอื่นนั่นเอง</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">5. การกลืนกินวัฒนธรรมด้วยการศึกษา</span></strong></p>
<p>ภารกิจ (mission) หลักของ John ก็คือการให้การศึกษา (แบบที่ชาวอังกฤษมี) กับชาว Iban ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่มีมาก่อนแล้ว เห็นได้จากการที่ Belansai สามารถท่องชื่อกษัตริย์อังกฤษได้รวมทั้งยังบอกได้ว่า John พลาดชื่อราชินีอังกฤษคนไหนไป นั่นหมายความว่า ภารกิจของ John ก็คือการทำให้การศึกษาที่มีอยู่นั้นเป็นระบบ (มีประสิทธิภาพอันก่อเกิดประสิทธิผล) มากขึ้น</p>
<p>วาระซ่อนเร้นของการศึกษาที่อาศัย “การพัฒนา” เป็นฉากบังหน้าก็คือ “การแทนที่วัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ประกอบสร้างขึ้นมาเป็นตัวตนของคนๆหนึ่งด้วยชุดองค์ประกอบแห่งตัวตนแบบใหม่ และตัวตนแบบใหม่นั้นก็คือตัวตนแบบที่รัฐ หรือผู้ได้ประโยชน์จากตัวตนแบบใหม่นั้นต้องการ” ในบางกรณี การศึกษาก็ทำให้เกิดการ “ผสมกลมกลืน” (Assimilation) ทางวัฒนธรรม แต่บางครั้งก็ทำให้เกิด “ความขัดแย้ง” (Conflict) ทางวัฒนธรรมได้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ล้วนส่งผลต่อ “สำนึก” ที่ปัจเจกผู้ได้รับการศึกษานั้นมีต่อ “อัตลักษณ์” ของตนเอง</p>
<p>คำถามที่ Belansai ถาม John ทำนองว่าทำไมเขาจะต้องรู้ชื่อกษัตริย์อังกฤษเป็นคำถามที่สำคัญมากเมื่อมองด้วยแว่นแห่งสังคมวิทยาการศึกษา เมื่อมองด้วยใจเป็นกลาง กรณีนี้ถือว่าจ้าวอาณานิคมล้มเหลวในเรื่องการทำให้ชาว Iban เห็นความจำเป็นของการศึกษาแบบที่อังกฤษนำเข้ามา ในขณะเดียวกัน ด้วยคำถามเดียวกันนั้นก็สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาแบบอังกฤษนั้นไม่ “ตอบโจทย์” การดำเนินและดำรงชีวิตของชาว Iban นั่นเพราะ “ความรู้” หรือ “ความจำ” ที่ได้จากการศึกษาดังกล่าวไม่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมของชาว Iban การศึกษาดังกล่าวไม่ได้มีจุดมุ่งหมายให้ชาว Iban ได้เจริญเติบโตเป็นชาว Iban อย่างสมแก่สภาพแวดล้อมและวิถีการดำรงชีวิตหรือสังคมของชาว Iban แต่เป็นการศึกษาที่มุ่งเปลี่ยนชาว Iban ให้กลายเป็นสิ่งที่ Belansai เรียกว่า “little Englishmen” อันคงมิได้หมายความเพียงว่า “ชาวอังกฤษตัวเล็กๆ” แต่ฟังแล้วน่าจะตีหมายความได้ลึกถึงขั้นว่าเป็น “มนุษย์ตัวเล็กๆ (มีสิทธิ์เพียงกระเหม็ดหระแหม่หรือถึงขั้นไร้สิทธิ์) ที่อยู่ในเงาครอบงำของความเป็นอังกฤษ”</p>
<p>โดยส่วนตัวแล้ว เป้าหมายที่ควรเป็นในการให้การศึกษาก็คือควรให้การศึกษาที่ “ตอบโจทย์” ความจำเป็นในการดำรงชีวิตโดยยึดสภาพแวดล้อมทั้งทางธรรมชาติและสังคมวัฒนธรรมของผู้ได้รับการศึกษาเป็นที่ตั้ง มิใช่เอาสภาพแวดล้อมดังกล่าวของสังคมในส่วนที่ให้ค่ากันเองว่า “เจริญแล้ว” เป็นหลัก</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">6. Sleeping Dictionary: สตรีผู้ควบคุมอำนาจในการถ่ายทอดวัฒนธรรม</span></strong></p>
<p>คุณสมบัติประการหนึ่งของวัฒนธรรมก็คือ “สามารถถ่ายทอดส่งผ่านได้” และเมื่อมองไปยังโลกที่มี “ภาษา” เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารถ่ายทอดสิ่งต่างๆ คงไม่เป็นการเกินจริงหากจะกล่าวว่า “ผู้ควบคุมการภาษาคือผู้มีอำนาจเหนือวัฒนธรรม” และเมื่อเป็นเช่นนั้น Sleeping Dictionary อย่าง Selima ก็คือผู้มีอำนาจนั้นนั่นเอง</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>บทสรุป: The Sleeping Dictionary ในประเทศไทย</strong></span></p>
<p>ประเทศไทยยุคก่อนรัตนโกสินทร์รวมทั้งรัตนโกสินทร์ตอนต้น (หรือกระทั่งตอนกลางๆอย่างสมัยรัชกาลที่ห้า) ล้วนมีลักษณะของการขยายอำนาจด้วยการ “ล่าอาณานิคมภายใน” โดยมีทั้ง “ความรุนแรงทางตรง” “ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง” และ “ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือ ด้วยความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่ให้ค่าบุญญาบารมีแก่กษัตริย์ผู้สามารถขยายดินแดนให้กว้างใหญ่ไพศาล บุรพกษัตริย์องค์แล้วองเล่าล้วนใช้ความรุนแรงทางตรง (สังเวยเลือดไพร่มากมายในการกรีฑาทัพเข้ายึดครอง) เชิงโครงสร้าง (การสร้างระบบการส่งเครื่องบรรณาการและการจำกัดอำนาจในการเคลื่อนไหวด้วยข้อระเบียบต่างๆหรือกลายเป็นกฎหมายในเวลาต่อมา) ต่อมาเมื่อคิดใช้การศึกษาแบบตะวันตกเพื่อแสดงความเป็นอารยะอันทัดเทียม การศึกษาดังกล่าวก็ล้วนเป็นไปเพื่อเปลี่ยนทุกความแตกต่างในอาณาจักรให้กลายเป็น “little Thais” อย่างที่ความหลงตัวเองของชนชั้นอำนาจในส่วนกลางอยากให้เป็น การตัดสินใจ (จำใจ?) อยู่ร่วมกับ “โลกาภิวัฒน์” ด้วยการทำสนธิสัญญาเบาวน์ริ่งได้เปิดทางให้ค่านิยมตะวันตกมากมายหลั่งไหลเข้ามา หนึ่งในนั้นย่อมไม่พ้นอุดมคติทางเพศแบบ Victorian ที่ไม่มีการปรับใช้ สิ่งที่คงไว้คือการใช้ “พฤติกรรมทางเพศ” เป็นตัวชี้วัดคุณค่ามนุษย์ ทั้งยังช่วยส่งเสริมผู้ชายที่ใช้เครื่องเพศอย่างุสุรุ่ยสุร่ายให้กลายเป็น “ขุนแผน” อย่างลอยหน้าลอยตา ตีตราผู้หญิงที่มีพฤติกรรมทางเพศในแบบเดียวกับขุนแผนเหล่านั้นให้กลายเป็น “โมรากากี” เพศที่สามทั้งหลายกลายเป็นความ “วิปริต” ที่ใช้เวลานานมากกว่าจะพอได้มีคุณค่า (ทางลมปาก) อย่างมนุษย์ ทั้งสิ่งที่ดูพอจะกลายเป็น Sleeping Dictionary สตรีผู้มีอำนาจในการควบคุมการถ่ายทอดวัฒนธรรมก็กลับถูกตีตราว่าคือ “ผู้หญิงที่อยากมีผัวฝรั่งเพื่อยกระดับฐานะทางการเงินของตัวเอง”</p>
<p><span style="color: #ff0000;">**ถอดแว่น**ถอดแว่น**ถอดแว่น**ถอดแว่น**ถอดแว่น**ถอดแว่น**ถอดแว่น**ถอดแว่น**ถอดแว่น**</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://socantcafe.org/2009/02/sleepingdictionary/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>10</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

