กิจกรรมใกล้ ๆ นี้

สูด กลิ่น อินเดีย: ข้อสอบนอกห้องเรียนมานุษยวิทยา

“แต่การกลับไปครั้งนี้ ผมทำตามที่สัญญาไว้กับตัวเองว่าจะเคารพอินเดีย น่าแปลกที่นอกจากผมจะไม่คลื่นไส้เมื่อดื่มน้ำในแม่น้ำคงคาแล้ว ผมยังได้ลงชำระล้างร่างกายตัวเองอย่างไม่รู้สึกรังเกียจกลิ่นไหม้และไขมันที่ไหลมาตามน้ำอีกเลย กลับรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำคงคา ราวกับว่าหยาดน้ำได้ชำระมลทินออกจากตัวเราเหมือนกับที่ชาวอินเดียทั่วไปเชื่อถือ “
ประมวล เพ็งจันทร์
เมื่อหลายเดือนก่อน ระหว่างปิดภาคเรียนฤดูร้อน ฉันออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ประเทศอินเดีย นอกจากจะเป็นไปเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการเรียนหนังสือแล้ว ยังถือเป็นการเข้าไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆจากต่างแดนอีกด้วย โดยตั้งใจว่า จะถือเป็นสนามทดลองวิชามานุษยวิทยาที่ไปฝึกฝนมา 1 ปีเต็มมีอะไรติดตัว หัวสมอง และหัวใจบ้าง
แน่นอนว่าหลักสำคัญประการหนึ่งที่นักเรียนมานุษยวิทยาอย่างฉันได้รับการปลูกฝังอยู่เสมอ คือการพยายามทำความเข้าใจมนุษย์โดยปราศจากอคติให้มากที่สุด แม้มันอาจจะเป็นอุดมคติอยู่บ้าง ก็เห็นได้จากบันทึกของมาลินอสกี บิดาของมานุษยวิทยาที่เปิดเผยว่า แท้จริงแล้วเขารู้สึกอย่างไรกันแน่ต่อคนที่เขาเข้าไปศึกษา แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็พยายามทำความเข้าใจคนต่างวัฒนธรรมให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
2 สัปดาห์ในอินเดียเป็นบททดสอบจิตใจของฉันได้เป็นอย่างดี อินเดียในสายตาของฉันไม่ได้โรแมนติกอย่างที่เคยคิดไว้ แต่เป็นดินแดนที่ทำให้ต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนใจด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ติดตัวมาตั้งแต่เมืองไทย จนมาสู่การตั้งคำถามกับตัวเองถึงเหตุผลและที่มาของความรู้สึกที่เกิดขึ้น
อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจแขก
ฉันเตรียมตัวมาตั้งแต่แรกแล้วว่า อินเดียไม่ใช่ที่ที่ควรวางใจใดๆทั้งสิ้น มาอินเดียแล้วไม่ถูกแขกหลอกนั้นถือว่ายังมาไม่ถึง มันเริ่มต้นทันที่เมื่อก้าวออกจากสนามบินกัลกัตตา อดีตเมืองหลวงของประเทศอินเดีย คนขับแทกซี่ที่พยายามโก่งราคาทั้งที่ฉันและเพื่อนอีกสองคนมีบิลจ่ายค่ารถมาตั้งแต่ในสนามบินแล้ว และในวันเดียวกันนี้เอง ตอนที่ซื้อตั๋วรถต่อที่ 1 เพื่อมุ่งสู่เมืองสิริกูรี ต้นท่าก่อนหารถเข้ารัฐสิกขิม จุดหมายปลายทางของทริปนี้  ฉันต้องเผชิญกับแขกที่พากันพุ่งเข้าหานักท่องเที่ยวแบกเป้อย่างเราตลอดเวลา เมื่อเราต้องทำสิ่งที่ในคู่มือท่องเที่ยวโลกเหงาไม่บอกไว้ เราจึงต้องยอมจำนนต่อคนท้องถิ่นที่พยายามเข้ามาช่วยเหลือ เราเดินไปทางซ้าย เขาก็ไปทางซ้าย เราเดินหนีไปสุดขอบโลก เขาก็พร้อมจะตามตลอด เหตุการณ์เดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นซ้ำซากแทบจะตลอดเวลาที่เราเดินอยู่ในกัลกัตตา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหนื่อย หรืออากาศที่ร้อนกันแน่ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือ โมโห [...]

โลก-นอก/ใน-หนัง : The gods must be crazy

The God Must be Crazy   : ความสุขของคน “ไม่มีเวลา”
โดย : ปอ
มากกว่าเสียงหัวเราะ“เทวดาท่าจะบ๊องส์” ยังถูกโครงการโลกนอก/ในหนังนำมาฉายในฐานะงาน ethnography ชิ้นหนึ่ง ให้เรา”นั่งคุย” กันและได้ “ขบคิด” แง่มุมต่างๆ ในเชิงมานุษยวิทยา หลากหลายเรื่องราวที่สุดแต่สายตาจะมองเห็น
..แต่ประเด็นหนึ่ง ที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงที่การเปรียบเทียบความต่างระหว่างโลก 2 ขั้ว ให้ผู้ชมได้เห็นอย่างชัดเจน ก็คือ โลกของ “ชนเผ่า” (Bushman) และโลกในเมืองที่เต็มไปคนมีอารยธรรม (Civiled man) น่าสนใจว่า มาตรวัดระดับความเจริญของสังคมทั้ง 2 นี้อยู่ที่อะไร??
..คงอยู่ที่ใครมอง..หรือมองโดยใช้เกณฑ์อะไรเป็นตัววัด
..เพราะถ้าใช้ความต่างกันของระดับการพัฒนาเทคโนโลยี ความรู้ การเน้นผลิตวัตถุ และการจัดการเวลาให้คุ้มค่าทุกนาทีอย่างนั้นหรือ?? ถ้าเป็นนั้น สังคมชนเผ่าเล็กๆ ของ Xi คงแพ้ราบคาบ
แต่ถ้าวัดกันที่ระดับความสุขล่ะ…การพัฒนาทางวัตถุมากมายจะมีความหมายสักเพียงไหน??

โลก-นอก/ใน-หนัง : The gods must be crazy and The Sleeping Dictionary

จุดเล็กๆจุดหนึ่งที่ไม่โดดเด่นและคงไม่ใช่จุดเน้นของ ‘เทวดาท่าจะบ๊อง’ ทั้งโดย รูปลักษณ์และการนำเสนอแต่สะกิดใจผู้เขียนอย่างมากคือเรือนไม้ชั้นเดียว หน้าต่างรอบด้านหลังนั้น สถานที่ที่พระเอก(รึเปล่า?) ต้องเคาะประตูตามธรรมเนียมตะวันตกทุกครั้งก่อนเข้าไปพบคุณครูสาวสวย ใช่แล้ว ผู้เขียนกำลังพูดถึงโรงเรียน แต่ไม่ใช่ด้วยความติดใจกับลักษณะทางสถาปัตยกรรมแต่ติดใจว่าทำไมต้องตั้ง โรงเรียนเพื่อสอนภาษาอังกฤษกับคนในอีกทวีปหนึ่งซึ่งในชีวิตประจำวันไม่ได้ ใช้ภาษาอังกฤษเลยด้วย

โลก-นอก/ใน-หนัง : The gods must be crazy

The Gods must be crazy : โลกที่วิ่นแหว่ง
โดย Jo
เส้นแบ่งอันพร่ามัวระหว่างโลกข้างนอกกับข้างในของมนุษย์ยังคงสร้างข้อถกเถียงมาตลอดมา ตั้งแต่ที่Immanuel Kantเสนอความคิดว่า เราเข้าใจโลกผ่านกรอบของความคิดชุดหนึ่งของเรา ที่ประทับลงไปและตีกรอบการรับรู้ความจริงหรือโลกภายนอกเอาไว้ เท่ากับว่าเราไม่อาจรับรู้ความเป็นจริงของโลกภายนอกได้ทั้งหมด
เช่นเดียวกัน เรื่อยมาจนแนวคิดทางภาษาศาสตร์ของFerdinand de Saussureที่ชี้ให้เราเห็นว่า แท้ที่จริงแล้ว กรอบความคิดหรือตราประทับที่เรามีนั้นก็คือ“ภาษา” เราเข้าใจโลกผ่านระบบ“ภาษา” และ “ภาษา” นั่นเองที่เป็นตัวจำกัดกรอบความคิดของเรา
โครงการ “โลก-นอก/ใน-หนัง: เสวนาภาพยนตร์กับนักเรียนสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา”เองก็เดินมาในท่วงทำนองเดียวกัน การสนทนาถึง “โลก”ในภาพยนต์ที่สะท้อนถึงทั้ง “โลก”ภายนอกและ “โลก”ภายในตัวผู้สนทนา ทั้งหมดนี้กระทำการผ่านระบบสัญญะในลักษณะเดียวกับที่ภาษา ด้วย ภาพ เสียงและสิ่งอื่นๆ ในหนัง ซึ่งทำหน้าที่ส่งต่อความคิดของผู้สร้างที่มีต่อตัวหนัง ตัวหนัง และกระทั่งตัวผู้สนทนาเองแบบที่มันเป็นออกมาอย่างวิ่นแหว่ง แต่ความวิ่นแหว่งนั่นเองกลับเป็นความดึงดูดให้เรามุ่งสนทนาเพื่อเข้าไปให้ใกล้กับความจริงอีกซักนิด(ไม่ว่ามันพร้อมที่จะให้เราเข้าไปหรือกระทั่งว่ามีอยู่จริงหรือไม่)
ภายใต้ความวิ่นแหว่งเหล่านี้ ที่เกิดขึ้นมากระทั่งในระบบ“ภาษา” ระบบ“สัญญะ”ที่(ดูเหมือนว่า)เรามีร่วมกัน
เพื่อชี้ถึงความวิ่นแหว่งเหล่านั้น บทสนทนาชิ้นนี้กำลังที่จะนำเราเข้าไปสู่ความวิ่นแหว่งอย่างชัดเจนของการปฏิสัมพันธ์กันด้วยระบบ“ภาษา”ที่แตกต่างกัน ใน The Gods must be crazy

โลก-นอก/ใน-หนัง : WALL-E

WALL•E: A Story of Estranged Labour
โดย Lukasti

-1-
ผมไม่เชื่อว่า WALL•E เป็นหนังรัก แต่ก็เถียงได้ไม่เต็มปากนัก หากใครจะยืนยันว่ามันเป็น กระนั้นก็ตาม ถ้าหาก WALL•E ไม่ได้จบลงอย่างที่ผมได้ดู แต่จบลงโดยที่ WALL•E ต้องทำงานเก็บขยะต่อไปจนอีกหลายร้อยปีข้างหน้า หนังเรื่องนี้จะยังคงเป็น “หนังรัก” ดังที่ Pixar โฆษณาไว้ หรือไม่?
-2-
หลายคนคงเคยได้ยินวลีที่ว่า “Work is worship. Duty is God” หากเราสมมติง่ายๆ ว่า เกิดมาแล้วเรียนจนอายุ 20 ทำงานจนเกษียณตอนอายุ 60 แล้วตายตอนอายุ 80 ชีวิตที่อยู่กับงานเป็นเวลา 40 ปี หรือครึ่งหนึ่งของชีวิต หากคนเราจะนับถือหน้าที่การงานเป็นพระเจ้าก็ไม่แปลก ในสังคมทุนนิยม มนุษย์อาจเลิก “ทำงานเพื่อพระเจ้า” แต่รับเอางานเป็นพระเจ้าแทน คำถามปัญหาก็คือ งานเป็นพระเจ้าแบบไหนกันแน่?
Robert Neville ในภาพยนตร์ I am Legend (2007) [...]

โลก-นอก/ใน-หนัง : The Sleeping Dictionary

เมื่อวันศุกร์ 13 ที่ผ่านมา โครงการเราได้ฉายภาพยนตร์เรื่อง The Sleeping Dictionary มีผู้มาร่วมชมเกือบยี่สิบท่าน นั่งชมกันอย่างอบอุ่นและสนุกสนาน ซาบซ่านซาบซึ้งไปกับความหอมหวานและสวยงามในภาพยนตร์ (โดยเฉพาะนางเอก – ฮาาา..) หลังจากภาพยนตร์จบลงการเสวนาก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเมามันและจบลงหลังจากเราคุยกันอยู่เป็นชั่วโมงๆ ..คุณ “ปราชญ์ วิปลาส” ก็อาสารับหน้าที่ “เขียน” ถึงภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวและการเสวนาของเรา.. (กระนั้นก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่คุณปราชญ์ฯเขียนจะเป็นสิ่งที่ผู้ร่วมเสวนาในวันนั้นห็นด้วยทุกประการแต่อย่างใด)     และต่อไปนี้คือข้อเขียนของคุณปราชญ์..เชิญลิ้มรสสัมผัสได้หลังจากเส้นประเป็นต้นไปครับ
- – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – [...]