โลก-นอก/ใน-หนัง : The gods must be crazy
The Gods must be crazy : โลกที่วิ่นแหว่ง
โดย Jo
เส้นแบ่งอันพร่ามัวระหว่างโลกข้างนอกกับข้างในของมนุษย์ยังคงสร้างข้อถกเถียงมาตลอดมา ตั้งแต่ที่Immanuel Kantเสนอความคิดว่า เราเข้าใจโลกผ่านกรอบของความคิดชุดหนึ่งของเรา ที่ประทับลงไปและตีกรอบการรับรู้ความจริงหรือโลกภายนอกเอาไว้ เท่ากับว่าเราไม่อาจรับรู้ความเป็นจริงของโลกภายนอกได้ทั้งหมด
เช่นเดียวกัน เรื่อยมาจนแนวคิดทางภาษาศาสตร์ของFerdinand de Saussureที่ชี้ให้เราเห็นว่า แท้ที่จริงแล้ว กรอบความคิดหรือตราประทับที่เรามีนั้นก็คือ“ภาษา” เราเข้าใจโลกผ่านระบบ“ภาษา” และ “ภาษา” นั่นเองที่เป็นตัวจำกัดกรอบความคิดของเรา
โครงการ “โลก-นอก/ใน-หนัง: เสวนาภาพยนตร์กับนักเรียนสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา”เองก็เดินมาในท่วงทำนองเดียวกัน การสนทนาถึง “โลก”ในภาพยนต์ที่สะท้อนถึงทั้ง “โลก”ภายนอกและ “โลก”ภายในตัวผู้สนทนา ทั้งหมดนี้กระทำการผ่านระบบสัญญะในลักษณะเดียวกับที่ภาษา ด้วย ภาพ เสียงและสิ่งอื่นๆ ในหนัง ซึ่งทำหน้าที่ส่งต่อความคิดของผู้สร้างที่มีต่อตัวหนัง ตัวหนัง และกระทั่งตัวผู้สนทนาเองแบบที่มันเป็นออกมาอย่างวิ่นแหว่ง แต่ความวิ่นแหว่งนั่นเองกลับเป็นความดึงดูดให้เรามุ่งสนทนาเพื่อเข้าไปให้ใกล้กับความจริงอีกซักนิด(ไม่ว่ามันพร้อมที่จะให้เราเข้าไปหรือกระทั่งว่ามีอยู่จริงหรือไม่)
ภายใต้ความวิ่นแหว่งเหล่านี้ ที่เกิดขึ้นมากระทั่งในระบบ“ภาษา” ระบบ“สัญญะ”ที่(ดูเหมือนว่า)เรามีร่วมกัน
เพื่อชี้ถึงความวิ่นแหว่งเหล่านั้น บทสนทนาชิ้นนี้กำลังที่จะนำเราเข้าไปสู่ความวิ่นแหว่งอย่างชัดเจนของการปฏิสัมพันธ์กันด้วยระบบ“ภาษา”ที่แตกต่างกัน ใน The Gods must be crazy
The Gods must be crazy(1980)ว่าด้วยเรื่องของ“ชนเผ่า”หนึ่งที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย Kalahari (ในหนังกล่าวถึงชนเผ่านี้โดยใช้คำว่า Bushman) ซึ่งพวกเขาดำรงชีวิตแบบ hunting and gathering มีภาษาเป็นของตนเองซึ่งเป็นภาษาที่มีการออกเสียงแบบclick(click เป็นวิธีการออกเสียงแบบหนึ่งซึ่งใช้การขยับของอวัยวะภายในปากในการบีบ/อัด อากาศทำให้เกิดเสียงขึ้นมา หรือพูดง่ายๆมันก็คล้ายๆกับการใช้ปากทำเสียงแบบ beatbox) ซึ่งเป็นรูปแบบการออกเสียงที่พบมากในแถบทวีปแอฟริกาใต้ พวกเขาไม่มีระบบการถือครองกรรมสิทธิ์(property)ต่อสิ่งใดๆ และถือว่าของทุกๆอย่างบนโลกนี้พระเจ้าประทานมาให้มนุษย์ทุกคนใช้ร่วมกัน (ซึ่งนี่จะเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของเหตุการณ์ที่บทสนทนานี้ยกมาใช้เป็นจุดสังเกตุหลัก) วันหนึ่งนักบินที่ขับเครื่องบินผ่านได้ทิ้งขวดcokeลงมา พวกเขาเก็บได้และเข้าใจว่ามันเป็นของที่พระเจ้าประทานให้ มันเรียบ กลม และแข็งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน(ในโลกของพวกเขาที่เป็นทะเลทรายอาจไม่มีหินก้อนใหญ่ๆและไม้ที่แข็งไปกว่าขวดนี้อีกแล้ว) มันสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างและใช้ได้ดีเสียยิ่งกว่าสิ่งใดๆที่พวกเขาเคยได้มา แต่ด้วยความที่มันมีอรรถประโยชน์ในการใช้งานอย่างสูงนี่เอง ที่นำมาสู่ความต้องการที่สูงขึ้น ทุกๆคนต้องการใช้มัน แต่มันมีอันเดียวซึ่งไม่พอสำหรับทุกๆคน มันทำให้เกิดปรากฏการณ์ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในสังคมนี้ พวกเขาเกิดการแก่งแย่งกัน ทำร้ายกัน อิจฉา ริษยา ราวกับว่าการพบเจอมันเป็นการเปิดกล่องpandoraซึ่งบรรจุเอาความชั่วร้ายทั้งปวงบนโลกนี้ไว้และนำเอาสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้นมาสู่สังคมอันแสนบริสุทธิ์ของพวกเขา ท้ายที่สุดแล้วXi(Nixau)ก็ตัดสินใจที่จะนำมันไปทิ้งที่สุดขอบโลก เขาออกเดินทางจากหมู่บ้านไป ซึ่งนั่นทำให้เขาได้พบเจอกับ“โลก”ใหม่ๆ ที่เขาไม่เคยรู้จัก “โลก”ที่ไม่รู้จักหรือละเลยที่จะรู้จักเขา
ในหนังสือเรื่อง คนนอก(L’Étranger) ของ อัลแบร์ กามู(Albert Camus) ตัวเอกของเรื่อง เมอโซ (Meursault)โดนจับด้วยข้อหา ฆ่าคนตาย แต่ในการตัดสินคดีความของเขานั้น ประเด็นที่ถูกนำมาใช้ในการพิจารณาคดีความกลับเป็นเรื่องของ ความคิด การปฏิบัติ ความเชื่อและค่านิยมของเขาที่แตกต่างและบิดเบี้ยวไปจากสังคมทั่วๆไป เขาไม่เชื่อในพระเจ้า เขาไม่ร้องไห้ในงานศพของแม่แต่กลับดื่มกาแฟใส่นมแล้วสูบบุหรี่อย่างสงบและนัดหญิงสาวไปว่ายน้ำในวันรุ่งขึ้น เขาไม่เชื่อและทำอย่างที่ใครๆเขาทำกัน
ในการพิจารณาคดี เขาแทบจะไม่กล่าวคำใดๆต่อศาล คำแก้ต่างทั้งหมดล้วนมาจากทนายของเขา (ที่กระทั่งใช้คำว่า “ข้าพเจ้า” ในการกล่าวแทนตัวเมอโซ) แม้ว่ามีบางครั้งที่เขาแสดงความเห็นออกมาในศาล แต่ผลที่ตามมากลับกลายเป็นเสียงหัวเราะและเสียงซุบซิบของผู้รับฟัง ด้วยทัศนคติ ความคิด ความเชื่อที่ต่างไปจากสังคม เขากลายเป็น“คนนอก”ของสถานการณ์นั้นๆไปแล้ว และจบด้วยการเป็นเพียงเสมือนผู้สังเกตุการณ์การพิจารณาคดีของคนเองที่มีผลลัพธ์คือโทษประหารชีวิต ในช่วงหนึ่งของการว่าความ เมอโซได้บรรยายถึงคำประกาศของอัยการว่า“เขาประกาศว่าฉันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับสังคมซึ่งฉันไม่ยอมรับรู้กฏที่สำคัญๆ และฉันไม่สามารถจะเรียกร้องขอความเห็นใจได้ ในเมื่อฉันเองไม่รู้จักว่าความสะเทือนใจเป็นเช่นไร”(หรือจะตีความออกมาได้ว่า เขาผิดเพราะเขาไม่ร้องไห้ในงานศพของแม่)
อย่าลืมว่า เมอโซ กำลังถูกกล่าวโทษด้วยข้อหาฆาตกรรม!!!
ขณะที่Xiกำลังเดินทางเพื่อที่จะเอาขวด coke ไปทิ้ง เขารู้สึกหิวและบังเอิญพบฝูงแพะ เขาเป่าถูกดอกผสมยาสลบไปที่แพะตัวหนึ่ง ขณะที่เขากำลังกล่าวขอโทษต่อแพะที่กำลังหลับไปเพราะฤทธิ์ลูกดอกนั้นและเตรียมที่จะกิน เด็กเลี้ยงแพะไปแจ้งพนักงานของรัฐมาจับเขาXiบอกว่า “มากินด้วยกันสิ มีพอสำหรับหลายคน” แต่เจ้าหน้าที่ไม่สนใจ และจับเขาไปXiถูกจับด้วยข้อหาขโมยแพะ เขาถูกนำไปขึ้นศาล ในการว่าความได้มีM’pudi(Michael Thys)ซึ่งเคยบังเอิญหลงป่าและได้ไปอยู่กับพวกBushmanจึงพูดภาษาของเขาได้ มาเป็นล่ามให้กับXi M’pudiบอกกับศาลว่า เขารู้สึกลำบากใจมากที่จะแปลคำกล่าวโทษของศาลให้กับXi เพราะว่าในภาษาของXiไม่มีคำว่า“ชั่วร้าย” ทำให้เขาไม่สามารถแปลและถ่ายทอดความเข้าใจเหล่านี้ไปได้ ท้ายที่สุดแล้วXiถูกลงโทษจำคุกเป็นเวลา3เดือน Xiไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นี้มันผิดยังไง ไม่สามารถที่จะแก้ต่างในความผิดของเขาได้เพราะในภาษาของเขา ในสังคมของเขาไม่มี“คำ”หรือความคิดเกี่ยวกับ “ความชั่วร้าย” จากการฆ่าสัตว์เพื่อเอามากินเลยด้วยซ้ำ เพราะเขาเชื่อว่า ทุกๆอย่างเป็นของที่พระเจ้าประทานมาให้ทุกคนเท่าๆกัน ไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น การที่เขาฆ่าแพะจึงไม่ผิดอะไร (เขายังคิดที่จะแบ่งให้เจ้าหน้าที่ที่มาจับเขากินด้วยซ้ำ)
Xiไม่รู้จัก“ความชั่วร้าย”จากการฆ่าสัตว์เพื่อกิน เขาไม่รู้จัก“วันจันทร์ อังคาร พุธ” วันของเขาไม่ได้แยกความต่างกันแบบนั้น เขาไม่แยกเครื่องบินออกจากนก ทำให้เขาไม่สามารถที่จะเข้าใจเขาจึงต้องติดคุก เขาไม่สามารถเข้าใจกระทั่งว่า เขาต้องทำงานกับAndrew Steyn(Marius Weyers)(คนที่ช่วย[ซื้อ]เขาออกมาจากคุก)กี่สัปดาห์ เขาจะได้รู้เพียงว่า“ฉัน(Steyn)จะบอกเขา(Xi)เองว่าเมื่อไหร่จะไปได้”
Sapir & Whorfได้เสนอแนวคิดว่า ความต่างหนึ่งของระบบภาษาต่างๆอยู่ที่การจำแนก/จัดกลุ่มสิ่งต่างๆ(categorize) ซึ่งระบบจำแนกนี้ก็จะเกิดมาจากว่าในสังคมภาษานั้นๆให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่าอะไร ดังเช่นในสังคมที่มีหิมะตกเยอะ ก็จะมีชื่อเรียกหิมะแบบต่างๆ ที่ละเอียดและจำเพาะเจาะจงกว่าสังคมที่ไม่มีหิมะ ในขณะเดียวกัน การจำแนกเหล่านี้ก็จะไปส่งผลให้เกิดโลกทัศน์ที่แตกต่างกันไปในกลุ่มคนที่ใช้ภาษาที่มีการจำแนกแต่ละสิ่งต่างกันไป ถ้าหากเราไปบอกXiว่า “วันนี้วันอังคาร พรุ่งนี้วันพุธ” แน่นอนว่าเขาย่อมไม่เข้าใจ และสงสัยว่า มันต่างกันยังไง ด้วยเหตุนี้นั่นเอง ภายใต้โลกทัศน์ของXiที่ไม่มีคำเรียก“ความชั่วร้าย” เขาย่อมไม่มีทางเข้าใจได้เลยว่า ทำไมเขาล่าแพะเอามากินแล้วต้องถูกจับ ในทางกลับกัน ด้วยโลกทัศน์ของผู้พากษา เขาก็ย่อมไม่มีทางเข้าใจถึงความชอบธรรมในการล่าแพะของXiได้เลย
ถ้า“ภาษา”เป็นสิ่งซึ่งถูกประกอบสร้างจากวัฒนธรรมและมีส่งผลครอบงำต่อวัฒนธรรม ไม่ต่างอะไรกับความเชื่อหรือค่านิยมแล้ว ในกรณีของเมอโซเองก็คงไม่ต่างอะไรกับXi เมอโซไม่มีค่านิยมหรือความเชื่อในฐานะที่เป็นสัญญะหนึ่งที่เทียบเคียง/หลอมรวมเขาเข้ากับสังคมได้ ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสังคมจึงปรากฏออกมาอย่างวิ่นแหว่งไม่ต่างอะไรกับXi ขณะเดียวกันXiก็ถูกขับออกไปเป็น “คนนอก” ด้วยความต่างของโลกทัศน์ที่ถูกครอบงำโดยภาษา ไม่ต่างอะไรกับเมอโซ
แล้วเราผู้ซึ่งกำลังสนทนากันอยู่นี่เล่า เราซึ่งดูคล้ายจะมีกรอบความคิดอันเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน แต่ถึงที่สุดแล้วมันก็ไม่มีทางที่จะเหมือนกันเสียทีเดียว เราย่อมไม่สามารถเข้าใจภาษาหรือกระทั่งมีค่านิยมความคิดความเชื่อเท่าๆกัน เหมือนๆกันได้ ท้ายที่สุดแล้วบทสนทนาของเราคงต้องวิ่นแหว่งและจบลงอย่างแหว่งวิ่นเช่นนี้แล ^ ^
อา ไม่ดีกว่า ขอเชิญชวนพวกเรามาทดลองเอากรอบนั้นแต่ละอันของเรามาเทียบเคียงกัน ไม่แน่ว่าหากเราทำเช่นนี้ต่อไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า “โลก” ของเราของอาจใกล้กันเข้ามาและวิ่นแหว่งได้น้อยที่สุดก็เป็นได้
ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่โลกอันวิ่นแหว่ง


เอ่อ ที่ไม่มีรูปนี่เพราะผมคิดว่าทุกคนคงรู้จักเรื่องนี้ดีอยู่แล้วนะครับ
ลืมตาก็คงนึกภาพออก
ไม่ได้ขี้เกียจนะครับ !!
Albert Camus กับ เทวดาท่าจะบ๊องมาอยู่ด้วยกันได้นี่ คิดได้ไง น่าทึ่งนะ…