โลก-นอก/ใน-หนัง : The gods must be crazy and The Sleeping Dictionary
The God Must be Crazy and Sleeping Dictionary : เมื่อตัวตนหายไปใน “โรงเรียน”
เขียนโดย NIK

จุดเล็กๆจุดหนึ่งที่ไม่โดดเด่นและคงไม่ใช่จุดเน้นของ ‘เทวดาท่าจะบ๊อง’ ทั้งโดย รูปลักษณ์และการนำเสนอแต่สะกิดใจผู้เขียนอย่างมากคือเรือนไม้ชั้นเดียว หน้าต่างรอบด้านหลังนั้น สถานที่ที่พระเอก(รึเปล่า?) ต้องเคาะประตูตามธรรมเนียมตะวันตกทุกครั้งก่อนเข้าไปพบคุณครูสาวสวย ใช่แล้ว ผู้เขียนกำลังพูดถึงโรงเรียน แต่ไม่ใช่ด้วยความติดใจกับลักษณะทางสถาปัตยกรรมแต่ติดใจว่าทำไมต้องตั้งโรงเรียนเพื่อสอนภาษาอังกฤษกับคนในอีกทวีปหนึ่งซึ่งในชีวิตประจำวันไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเลยด้วย
ถ้าใครได้มาดู Sleeping Dictionary หนังเรื่องแรกที่จัดฉายในเทอมนี้ ถ้าไม่หลงไปกับความสวยที่ชวนตะลึงตะลานของนางเอกหรือความรักข้ามชาติพันธุ์ที่ไม่รู้จะมีจริงหรือไม่ไปได้ เราจะไม่ลืมว่าพระเอกของเรื่องซึ่งเป็นชาวอังกฤษมาอยู่ที่ซาราวัคก็เพื่อดูแลเรื่องการศึกษา มาดูแลโรงเรียนที่ชาวอังกฤษเจ้าอาณานิคมสร้างให้กับผู้อยู่ใต้อำนาจการปกครองอย่างหมู่บ้านเล็กๆในซาราวัค

Sleeping Dictionary
โรงเรียนในเรื่อง Sleeping Dictionary เห็นชัดเจนว่าเป็นโรงเรียนอาณานิคม ขณะที่โรงเรียนเทวดาท่าจะบ๊องนั้นไม่ชัดเจนนักอาจอาจจะเป็นโรงเรียนของมูลนิธิหรือหน่วยงานอื่นใดที่มาสร้างไว้โดยรับสมัครครูที่ไม่ต้องมีคุณสมบัติอะไรมากมายขอแค่ “พูดภาษาอังกฤษได้” ก็พอแล้วมาสอน โรงเรียนสำหรับชนพื้นเมืองมีบทบาทในการพัฒนาหรืออื่นใดกันแน่?
โรงเรียนเป็นสถาบันหนึ่งที่ตกอยู่ในวาทกรรมการพัฒนามากที่สุด โรงเรียนในดินแดนอาณานิคมหรือดินแดนห่างไกลทั้งหลายดูเหมือนทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงแทนเจ้าอาณานิคมว่า “นี่ไง การพัฒนา พวกเราต้องการเห็นลุกหลานจนก้าวหน้า เอ้า! มาเลย มาเรียนกัน” ในโรงเรียนอาจจะสอนอะไรมากมายแต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้ว่าสอนแน่และคงต้องเน้นหนักคือการใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาของเจ้าอาณานิคม การต้อนเด็กเข้าไปอยู่ในสถานที่หนึ่งแล้วพยายามฝึกภาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาแม่ให้เขาอย่างหนักนั้นเพื่ออะไร? การพยายามกลืนกลายตัวตนดั้งเดิมอาจเป็นคำตอบ ถ้าเชื่อว่าคนเราคิดได้ด้วยภาษาแล้วละก็ เราก็สามารถพูดได้ว่าการเปลี่ยนภาษาก็คือการพยามยามเปลี่ยนวิธีการคิด นึกถึงเด็กกลุ่มหนึ่งที่เช้าจรดเย็นใช้ชีวิตในโรงเรียน เขียน-อ่านด้วยภาษาของเจ้าอาณานิคม รับรู้ความคิด วิถีชีวิตผ่านทางหนังสือแบบเรียนจากประเทศอื่น แล้วเด็กเหล่านั้นจะคงความเป็นอยู่แบบเดิมได้มากน้อยแค่ไหน
การเรียนภาษาอื่นเป็นวิธีหนึ่งในการดึงเด็กหรือคนรุ่นใหม่ให้ออกห่างวิถีชีวิตดั้งเดิม วันทั้งวันใช้ชีวิตในโรงเรียน ไม่ต้องดำรงชีพแบบที่พ่อแม่ ปู่ย่าตายายทำมา เรียนภาษาของคนอื่น พยายามฝึกให้คิดแบบเจ้าของภาษาเพราะ “ต้องคิดแบบเค้าซิ แล้วจะใช้ภาษาเค้าได้ดี” งานชาติพันธุ์นิพนธ์ทาง ethnoecology หลายๆชิ้นได้บอกเล่าถึงกรณีที่เด็กรุ่นใหม่ในหลายพื้นของโลกไม่รู้จักชื่อพืช ชื่อสัตว์ในท้องถิ่นตัวเอง แต่กลับเรียกชื่อพืชและสัตว์ในพื้นที่ห่างไกลจากถิ่นที่อยู่ของตนได้ไม่ผิดพลาด รวมถึงกรณีการละทิ้งพิธีกรรมดั้งเดิมบางอย่างเพราะไม่สามารถอ่านคัมภีร์ในภาษาถิ่นออกอีกต่อไป เมื่อชีวิตประจำวันร่ำเรียนและใช้ภาษาของคนอื่น
โรงเรียนนี่แหละเป็นสถาบันชั้นดีที่จะพรากเด็กจากรากเหง้าไปสู่ชีวิตแบบเจ้าอาณานิคมเพื่อลบรอยของอดีต เพื่อลดการต่อต้าน เมื่อเปลี่ยนภาษาได้ก็จะค่อยๆเปลี่ยนความคิด ทำให้คนไม่คุ้นเคยกับวิถีชีวิตแบบเดิม รู้สึกแปลกแยกจากชุมชน ที่สุดก็จะเปลี่ยนไปใช้ชีวิตในแบบที่อาณานิคมสร้างไว้เพราะคุ้นเคยมากกว่า
ที่พูดมาทั้งหมดเราต้องไม่ลืมหน้าที่อีกด้านว่าโรงเรียนก็ได้บ่มเพาะความรู้และความคิดแบบที่เด็กๆไม่คุ้นเคย ทำให้พวกเขาได้รู้ ได้คิดและเห็นถึงความคิดของคนอื่น นั่นอาจทำให้พวกเขามองรอบด้าน รู้เขา รู้เราและใช้ชีวิตบนฝั่ง “เรา” และ “เขา” ได้อย่างพยายามทำให้สมดุลได้ถ้าต้องการ โรงเรียนหรือหน้าที่ของโรงเรียนของเจ้าอาณานิคมจึงทั้งให้ความรู้และถอนความรู้ สร้างตัวตนและลบตัวตน มีทั้งด้านดีและร้ายในตัวเหมือนทุกๆอย่างในโลกอยู่ที่มุมมองและการให้ความหมายของคนที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง

