กิจกรรมใกล้ ๆ นี้

โลก-นอก/ใน-หนัง : The gods must be crazy

The God Must be Crazy   : ความสุขของคน “ไม่มีเวลา”

โดย : ปอ

มากกว่าเสียงหัวเราะ“เทวดาท่าจะบ๊องส์” ยังถูกโครงการโลกนอก/ในหนังนำมาฉายในฐานะงาน ethnography ชิ้นหนึ่ง ให้เรา”นั่งคุย” กันและได้ “ขบคิด” แง่มุมต่างๆ ในเชิงมานุษยวิทยา หลากหลายเรื่องราวที่สุดแต่สายตาจะมองเห็น

..แต่ประเด็นหนึ่ง ที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงที่การเปรียบเทียบความต่างระหว่างโลก 2 ขั้ว ให้ผู้ชมได้เห็นอย่างชัดเจน ก็คือ โลกของ “ชนเผ่า” (Bushman) และโลกในเมืองที่เต็มไปคนมีอารยธรรม (Civiled man) น่าสนใจว่า มาตรวัดระดับความเจริญของสังคมทั้ง 2 นี้อยู่ที่อะไร??

..คงอยู่ที่ใครมอง..หรือมองโดยใช้เกณฑ์อะไรเป็นตัววัด

..เพราะถ้าใช้ความต่างกันของระดับการพัฒนาเทคโนโลยี ความรู้ การเน้นผลิตวัตถุ และการจัดการเวลาให้คุ้มค่าทุกนาทีอย่างนั้นหรือ?? ถ้าเป็นนั้น สังคมชนเผ่าเล็กๆ ของ Xi คงแพ้ราบคาบ

แต่ถ้าวัดกันที่ระดับความสุขล่ะ…การพัฒนาทางวัตถุมากมายจะมีความหมายสักเพียงไหน??

โครงเรื่องอย่างคร่าว..
the-gods-must-be-crazy-1
ในหนังเล่าชีวิตของกลุ่มครอบครัว Xi (Bushman กลุ่มหนึ่งในคาลาฮารี) ที่ต้องอยู่อาศัยในดินแดนที่ขาดแคลนน้ำ จนผู้คนกลุ่มอื่นและสัตว์หลายประเภทต้องอพยพจากที่นี้ไปในฤดูแล้งที่ยาวนานติดต่อกันถึง 9 เดือน ในขณะที่กลุ่มครอบครัวของ Xi เชื่อว่าพระเจ้าสร้างแต่สิ่งที่มีประโยชน์มาให้ ไม่มีสิ่งชั่วร้าย แม้แต่เรื่องที่ขาดแคลนน้ำ (ในสายตาคนอื่น) พวกเขามีวิธีหาน้ำได้อย่างมหัศจรรย์ เช่น นำใบไม้ไปรองน้ำค้าง เด็กๆ เอาปากเล็มน้ำค้างจากดอกหญ้า หรือวิธีขุดน้ำจากรากไม้ที่อยู่ใต้ดิน พวกเขาเป็นพวกที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ออกป่าล่าสัตว์โดยใช้ยาสลบ ขอโทษมันก่อนจะฆ่าและอธิบาย (กับมัน) ว่าจำเป็นต้องทำเพื่อนำมายังชีพ

กลุ่ม Xi ใช้ชีวิตอยู่อย่างค่อนข้างสันโดษ นานปีจึงจะพบกับ Bushman กลุ่มอื่นๆ สักครั้งและที่สำคัญไม่ได้ติดต่อกับเมืองที่มีอารยธรรมเลิศหรู พวกเขาเป็นคนสุภาพ ภาษาจะออกเสียง “ก๊อกๆ” เป็นสังคมขนาดเล็กที่ไม่มีอาชญากรรม การลงโทษ ความรุนแรง หรือกฎหมาย พวกเขาไม่รู้จักความเป็นเจ้าของ อยู่ในที่ๆ มีแต่ต้นไม้ใบหญ้า สัตว์ป่า เครื่องมือที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือ ไม้ และกระดูกสัตว์..

หนังตัดภาพมายัง…

เมืองที่อยู่ห่างลงมาทางใต้ราว 600 ไมล์..ผู้คนที่มีอารยธรรม (civiled man) กำลังแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างขะมักเขม้น รถราวิ่งกันขวักไขว่ จอแจ เสียงพากษ์อธิบายว่าคนเมืองเหล่านี้ไม่รู้จักปรับตนเองเข้ากับสภาพแวดล้อม สร้างถนน ยานพาหนะ เครื่องจักร พยายามสร้างสิ่งต่างๆ เพื่อปรับชีวิตให้ง่ายขึ้น แต่ยิ่งปรับเท่าไรพวกเขาก็ยิ่งต้องมีชีวิตอยู่อย่างซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น เด็กๆ ในเมืองต้องเรียนหนังสือยาวนานเพื่อที่จะเรียนรู้การอยู่ในโลกที่ซับซ้อนใบนั้น

คนเมืองมีชีวิตที่ถูกกำหนดให้ทำงานแข่งกับเวลา เช่น  7.30 น.ออกจากบ้าน 8.00 น. เข้าทำงาน 10.30 น.พักทานของว่าง และ 10.45 น.ก็ทำงานต่อ…ตรงกันข้าม อย่างสิ้นเชิงกับกลุ่มของ Xi ที่ไม่มีแม้วันจันทร์ วันอังคาร หรือวันอาทิตย์ เพราะพวกเขา “ไม่มีเวลา” และชีวิตก็ไม่ได้ตกอยู่ใต้อำนาจของเข็มนาฬิกาให้มีตารางแบบนั้น พวกเขามีชีวิตอย่างเรียบง่าย

..และแล้วสิ่งสำคัญก็เกิดขึ้น

จู่ๆ วันหนึ่งเจ้านกยักษ์ที่บินได้โดยไม่ขยับปีกก็ทิ้ง..ขวดโค้ก ตกลงมาให้ Xi เห็น กลุ่ม Xi แปลกใจกับเครื่องแก้วที่สวยงาม และสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งเป็นที่รีดหนังงูให้เรียบ ใช้โขก กะเทาะ ตำเปลือกไม้ ใช้เป่าเป็นเพลง เป็นต้น แต่เมื่อมันมีประโยชน์ต่างๆ นาน สิ่งที่ไม่คาดฝันก็ตามมา ผู้คนในกลุ่มก็เริ่มมีการทะเลาะ อิจฉา และทำร้ายกันเพื่อการแย่งชิงมัน ความรู้สึกอยากเป็นเจ้าของเริ่มเกิดขึ้น

Xi รู้สึกว่า มันเป็น “สิ่งชั่วร้าย” เขาขว้างมันขึ้นฟ้าเพื่อส่งกลับคืนพระเจ้า แต่พระเจ้าก็ไม่รับคืน ..ภารกิจการผจญภัยของ Xi จึงเริ่มต้นขึ้น เมื่อเขาตัดสินใจจะพาเจ้าสิ่งชั่วร้ายนี้ไปทิ้งยังสุดขอบโลกให้ได้…

จากการนำเสนอความแตกต่างของทั้ง 2 สังคมอย่างคร่าวๆ ข้างต้นพอจะมีประเด็นให้มองและถกเถียงกันบ้าง…

“ชุมชน (?)” และการมาถึงของขวดโค้ก

..ถ้าเราตีความเอาดื้อๆ ว่า “ขวดโค้ก” เป็นสัญลักษณ์ของระบบทุนนิยม ตกจากเครื่องบิน (สัญลักษณ์ของความกระชับแน่นของเวลาและสถานที่) มาลงตรงหน้า Xi ถ้ามองดีๆ แล้ว มันก็เปรียบเสมือน..การมาเจอกันของ “โลกคู่ขนาน” ที่หนังพยายามอธิบายมาแต่แรกว่ามีความแตกต่างกันมากเท่าไร หรือถ้าจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การมาถึงของทุนนิยมในสังคมที่ห่างไกลของ Xi เป็นครั้งแรก

ความน่าสนใจประการหนึ่ง หากเราตั้งคำถามว่า..ก่อนที่ขวดโค้กจะหล่นลงมา สังคมเล็กๆ ของ Xi เป็นชุมชนปิด (ดังในจินตนาการของนักมานุษยวิทยาว่า เป็นชุมชนที่อยู่ห่างไกลซึ่งความเจริญ..มีวัฒนธรรมดั้งเดิมแบบปิดมิดชิด บริสุทธิ์ และไม่ติดต่อกับกลุ่มอื่นๆ เลย) จริงหรือไม่?

เมื่อแรกเริ่มหนังฉายราวกับก่อนหน้านี้ว่า ครอบครัวของ Xi ไม่เคยติดต่อกับเมืองแห่งอารยธรรมมาก่อน (อย่างน้อยก็ทางตรง) แต่หนังไม่ปฏิเสธการมาเจอกันนานๆ ครั้งระหว่าง Bushman กลุ่มอื่นๆ (เพราะถ้าอธิบายว่าไม่มีการติดต่อกับกลุ่มอื่นเลย เพื่อนๆ ในห้องตั้งคำถามอย่างสมเหตุสมผลว่า “แล้วเขาจะแลกผู้หญิงกันอย่างไร”)

ดังนั้น เราจึงอธิบายไม่ได้ว่า สังคมเล็กของ Xi แรกเริ่มนั้นเป็นชุมชนปิด! เพราะยังมีการติดต่อไหลเวียนกับ Bushman กลุ่มอื่นบ้างถึงแม้นานๆ ครั้ง แต่เพิ่งมาปะทะกับ (สัญลักษณ์ของ) ทุนนิยมโดยตรงก็เมื่อขวดโค้กหล่นลงมาจากฟากฟ้า

ความน่าสนใจประการที่สอง ขวดโค้กนั้น ทำอะไรกับสังคมเล็กๆ ใบนั้นของ Xi บ้าง?

สมมุติว่าลองคิดใหม่ว่า ขวดโค้กตกจากเครื่องบินแล้วแตกไป อันนี้อาจสรุปตีความไปได้ว่าไม่มีผล (สัญลักษณ์ของ) ทุนนิยมนั้น เข้าถึงสังคมเล็กๆ ของ Xi ไม่ได้..

แต่ความเป็นจริง (ในหนัง) ขวดโค้กยังอยู่ และกลุ่มของ Xi ก็ได้ใช้ประโยชน์จากมัน จนนำมาซึ่งความขัดแย้ง และความอยากเป็นเจ้าของ ซึ่งก่อนหน้าความรู้สึกเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นในกลุ่มของ Xi พวกเขาจึงเลือกวิธีการที่จะต่อรองกับมัน ด้วยการโยนมันขึ้นฟ้าบ้าง เอาไปฝังบ้าง แต่มันกลับมีพลังผลักดันให้ Xi ต้องออกมาผจญภัยภายนอกในที่สุด

มีเพื่อนในห้องลองคิดว่า ปัญหาการแย่งกันใช้ขวดโค้กของกลุ่ม Xi เกิดขึ้น ก็เพราะพวกเขาไม่สามารถหาทางกับมันได้ ไม่เหมือนน้ำ (ที่ถึงแม้ขาดแคลนในสายตาคนอื่นๆ) แต่เพราะรู้วิธีว่าจะจัดการมันอย่างไร พวกเขาจึงยังคงดำรงชีวิตอยู่ได้ และไม่รู้สึกว่าน้ำเป็นสิ่งที่ขาด..ตรงกันข้ามกับขวดโค้ก ที่มีแค่ขวดเดียว ทั้งยังเป็นของแข็งแบ่งออกไม่ได้ ที่สำคัญพวกเขายังไม่สามารถผลัดกันใช้ได้อย่างยุติธรรมได้ (เพราะอย่าลืมว่า สังคมเล็กๆ ของกลุ่ม Xi นั้นไม่มีซึ่งการจัดการเวลา)..ซึ่งหากเราตั้งคำถามต่อไปว่า ถ้าในที่สุด Xi ไม่ตัดสินปัญหาด้วยการนำมันไปโยนทิ้ง จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับคนในกลุ่มนั้น…ความขัดแย้งที่ไม่รู้จบ? หรือการแบ่งปันที่ลงตัวจะเกิดขึ้นได้ ในสักวัน?

“เวลา” กับการโหยหาความสุข

แม้หนังเรื่องนี้ ในมุมหนึ่งถือได้ว่ายังตกอยู่ใต้ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างเด่นชัด คือ การนำเสนอภาพความเจริญก้าวหน้าของสังคมระดับต่างๆ ท่ามกลางความมากน้อยของการก้าวล้ำเข้ามาของคนผิวขาว

เช่น หนังให้ภาพ “คนมีอารยธรรม” ในแหล่งเมืองที่เต็มไปด้วยคนขาว กำลังมุ่งมั่นพัฒนาสังคมตนเองอย่างเต็มที่ เน้นการผลิต วัตถุ ผู้คนพากันกำหนดการจัดการเวลาขึ้นมา เพื่อให้มันกลายมาเป็นตัวกำหนดชีวิตพวกเขาอีกที เมื่อต้องทำงานแข่งกับเวลาที่แทบจะมีค่ายิ่งทุกนาทีๆ เหล่านั้น…ถัดลงมาหน่อย คือ สังคมระดับเล็กลงมา ที่นางเอกอยู่ (เธอเป็นคนขาวแต่เบื่อความเครียดของเมืองเจริญแล้วที่ตนเองอยู่ จนคิดอยากจะมาเป็นครูที่บอสวานาแห่งนี้) ที่นี่เริ่มตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง มีการเพาะปลูก มีศาสนา (สาธุคุณเป็นคนขาว) และมีโรงเรียนที่นางเอกมาสอน “ภาษาอังกฤษ”…และระดับสังคมที่เจริญน้อยที่สุดลำดับสุดท้ายคือ สังคมเล็กๆ ของกลุ่ม Xi ที่ยังคงดำรงชีวิตไว้ด้วยการล่าสัตว์ หาของป่าเป็นอาหาร มีแต่การผลิตเพื่อยังชีพ ไม่ต้องแข่งกับเวลา (ที่ไม่มีเสียเลย) และไม่รู้สึกถึงการเป็นเจ้าของทรัพยากรใดๆ เลยเพราะกลุ่มตนต้องพึ่งพิงธรรมชาติอย่างเต็มที่ เป็นต้น

แต่นอกจากการนำเสนอภาพระดับสังคมต่างๆ แล้วนั้น เราคิดวายังมีอยากหนึ่งที่สำคัญมากกว่า ที่หนังต้องการนำเสนอ..ก็คือเรื่อง “ความสุขของการมีชีวิตอยู่” ที่หนังพยายามตั้งคำถามกับมันว่าจริงๆ แล้ว มันอยู่ที่ไหน??

หนังพยายามเสียดสีสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ผู้คนกลับ (ถูกบังคับ) ให้ทำงานสัมพันธ์กับเวลาตามระบบ มุ่งหน้าหาเงินด้วยการเดินตามเป้าหมายขององค์กร (ไม่ใช่เป้าหมายของชีวิตตนเอง) จนเริ่มชินชาและหลงลืมความสุขของการมีชีวิตอยู่…อีกนัยหนึ่ง หนังเรื่องนี้จึงอาจเป็นอีกเรื่องที่ต้องการวิพากษ์กระแสการพัฒนาแบบทุนนิยมด้วยการหันมามองความสุขในชีวิตที่เรียบง่ายอย่างสุดโต่งเช่นที่กลุ่ม Xi เป็น

…เรื่องราวที่หนังนำเสนอ บางคราวมันก็ตั้งคำถามในสิ่งที่สังคมเมืองกำลังขาดหาย ว่ากำลังโหยหาสิ่งใดหรือไม่??

จะว่าไป เทวดาท่าจะบ๊องส์ ก็คล้ายๆ Wall e ในมิตินี้ เพราะขณะที่ Wall e เสียดสีทุนนิยมด้วยการจินตนาการถึงอนาคตที่ไกลโพ้น เทวดาท่าจะบ๊องส์กลับหันมามองสังคมเล็กๆ ที่เรียบง่ายที่สุดในความหมายคล้ายๆ กัน

สิ่งที่หายไปและสิ่งที่เหลืออยู่..

ในช่วงสุดท้าย คิดว่าหนังมันจบแบบ classic เกินไปหรือเปล่า??

จบแบบที่ Xi สามารถนำขวดโค้กไปทิ้งได้ แล้วกลับมายังสังคมเล็กๆ ของตนเองที่ราวกับทุกอย่างจะเป็นอย่างเดิมเสมอไป เสมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นในสังคมเล็กๆ ตรงนั้น

แต่ทุกอย่างจะเหมือนเดิมจริงๆ หรือไม่??..อย่างน้อย ผู้คนของ Xi ก็ต้องคิดถึงหรือจดจำอดีตที่เคยเปลี่ยนแปรอย่างกะทันหันช่วงหนึ่งได้ จำความขัดแย้งและการบาดเจ็บที่เคยเกิดขึ้นได้ หรืออาจจะคิดถึงอยากนำขวดโค้กกลับมาใช้อีก..โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Xi กับเรื่องราวการผจญภัยที่เกิดขึ้น การได้พบเห็นผู้คนมากมายและโลกที่ต่างออกไปจากของตนเอง สิ่งเหล่านี้อาจจะถูกถ่ายทอดให้ผู้คนในกลุ่มนั้นฟังจากรุ่นสู่รุ่น หรือแม้กระทั่งผลต่อตัวของ Xi เอง ซึ่งอาจเปลี่ยนความคิดที่มีต่อโลกไปเดิมไปบ้าง…

—-

บางทียามเราดูหนังเรื่องนี้แล้วหัวเราะ ทั้งๆ ที่อีกใจก็ตั้งคำถาม..

..ว่าเรากำลังเลือกมีความสุขในการใช้ชีวิต แบบคน “ไม่มีเวลา” แบบไหน??

(ก็ชีวิตมันไม่ง่ายเลยนี่!!..^  ^)

Leave a Reply

 

 

 

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>