โลก-นอก/ใน-หนัง : WALL-E
WALL•E: A Story of Estranged Labour
โดย Lukasti

-1-
ผมไม่เชื่อว่า WALL•E เป็นหนังรัก แต่ก็เถียงได้ไม่เต็มปากนัก หากใครจะยืนยันว่ามันเป็น กระนั้นก็ตาม ถ้าหาก WALL•E ไม่ได้จบลงอย่างที่ผมได้ดู แต่จบลงโดยที่ WALL•E ต้องทำงานเก็บขยะต่อไปจนอีกหลายร้อยปีข้างหน้า หนังเรื่องนี้จะยังคงเป็น “หนังรัก” ดังที่ Pixar โฆษณาไว้ หรือไม่?
-2-
หลายคนคงเคยได้ยินวลีที่ว่า “Work is worship. Duty is God” หากเราสมมติง่ายๆ ว่า เกิดมาแล้วเรียนจนอายุ 20 ทำงานจนเกษียณตอนอายุ 60 แล้วตายตอนอายุ 80 ชีวิตที่อยู่กับงานเป็นเวลา 40 ปี หรือครึ่งหนึ่งของชีวิต หากคนเราจะนับถือหน้าที่การงานเป็นพระเจ้าก็ไม่แปลก ในสังคมทุนนิยม มนุษย์อาจเลิก “ทำงานเพื่อพระเจ้า” แต่รับเอางานเป็นพระเจ้าแทน คำถามปัญหาก็คือ งานเป็นพระเจ้าแบบไหนกันแน่?
Robert Neville ในภาพยนตร์ I am Legend (2007) ไม่เชื่อในพระเจ้า แต่งานอาจเป็นพระเจ้าในชีวิตของเขา เขาไม่แตกต่างอะไรกับ WALL•E ในแง่ที่ว่า เป็นเพียง “คน” คนเดียวที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่เพื่อทำงานบางอย่าง งานที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง และเป็น “ความหมาย” หนึ่งเดียวของชีวิต ในขณะที่เขารู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร ทำไปทำไม และทำไปเพื่อใคร แต่ WALL•E ที่เกิดมาเพียงเพื่อ “ทำงาน” อาจไม่มีโอกาสแม้แต่จะคิดคำถามเหล่านี้

-3-
ในปี 2548 มีแรงงานไทยที่อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และเครื่องใช้ไฟฟ้ารวมกันเกินกว่า 6 แสนคน เกือบร้อยละ 70 ของแรงงานเหล่านี้เป็นผู้ปฏิบัติงานในโรงงาน หรือเป็นคนงานทั่วไป ส่วนใหญ่คนงานเหล่านี้ถูกเลิกจ้างก่อนอายุ 45 ปี ตลกร้าย คือ พวกเขาและเธอผลิต “สินค้า” ที่อาจไม่มีวันได้เป็นเจ้าของ ตลกร้ายกว่า คือ หากเป็นคนงานในโรงงานชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์สักโรงงานหนึ่ง อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแผงวงจรที่ผลิตขึ้นอยู่ตรงส่วนใดของคอมพิวเตอร์ ตลกร้ายที่สุด คือ เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นจริง และแทบจะไม่เคยเปลี่ยนแปลงนับจากประเทศไทยหันหัวเรือไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรม
เช่นเดียวกันกับ WALL•E แรงงานเหล่านี้อาจไม่มีโอกาสแม้แต่จะคิดคำถามว่า ตัวเองกำลังทำอะไร ทำไปทำไม และทำไปเพื่อใคร ทั้ง WALL•E ทั้ง EVE ไม่ว่าจะอยู่นอกหรือในจอหนังล้วนแล้วแต่ไม่เคยเห็นภาพรวมของ “งาน” ที่ตัวเองทำ WALL•E อาจรู้เพียงการสร้างตึกสูงระฟ้าจากกองขยะ ขณะที่ EVE อาจรู้เพียงการตามหาสิ่งมีชีวิตสีเขียวเพื่อสิ้นสุด “ภารกิจ” บนสายพานการผลิตของโครงการ re-colonize อาจไม่มี “หุ่น” ตัวใดรู้ว่า งานของตนอยู่ ณ แห่งหนใดในการเดินทางกลับโลกของมนุษย์ บนสายพานการผลิตของโลกทุนนิยม อาจไม่มีใครรู้ว่า “สินค้า” ที่เราผลิตขึ้น จะพาเราและพาโลกไปยังจุดใด
ที่ปลายสุดของสายพานการผลิต คือ สินค้าที่ถูกตีมูลค่าเท่ากับแรงงานทั้งหมดบนสายพาน แต่สิ่งที่ต้องสูญเสียไประหว่างสายพานอาจไม่สามารถประเมินค่าได้ อะไรคือความหมายของการดำรงอยู่? ระหว่างการอัดขยะเป็นก้อนลูกบาศก์กับการเก็บสะสมของที่น่าสนใจจากกองขยะ อะไรคือความหมายในชีวิต? ระหว่าง “ภารกิจ” กับ “คน” ที่คอยอยู่ดูแลข้างๆ ถ้าหาก WALL•E เก็บขยะจนหมดโลก มันจะยังคงมีความสำคัญต่อไปหรือไม่ หรือหาก WALL•E หมดอายุการใช้งาน พังไปเหมือนหุ่นหน้าตาคล้ายกันตัวนั้น หาก WALL•E ไม่ได้จบลงอย่างที่เป็น ผมมองไม่เห็นเลยว่า หนังเรื่องนี้จะเป็น “หนังรัก”ได้อย่างไร

-4-
ขอบคุณใคร (หรืออะไร) ก็ตามที่ทำให้ WALL•E จบลงอย่างที่ผมได้ดู และขอบคุณแม่ที่ให้กำเนิดผมเร็วพอที่จะไม่ต้องดำรงชีวิตบนสายพานการบริโภคอย่างบนยาน Axiom!!!
******
หมายเหตุ : โครงการ “โลก-นอก/ใน-หนัง” ฉาย WALL•E ไปเมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา


อืม…แบบว่าผมเมาอยู่ จะเมนท์ไปเท่าที่นึกออกละนะ
1. (อันนี้ไม่เกี่ยวกับหนังนะ)
ช่วยขยายความด้วยครับว่าพระเจ้าในบริบททั้งหมดที่คุณว่ามานั้นคือพระเจ้าแบบไหน พระเจ้าในฐานะที่เป็น supernature พระเจ้าแบบ Christian Ideology หรือพระเจ้าแบบไหนกันแน่? เพราะจากวลี “Work is worship. Duty is God” ที่คุณกล่าวอ้างมานั้น ฟังแล้วผมนึกถึงสิ่งที่ Max Weber ได้สรุปความถึง “จริยธรรม” ประการหนึ่งของศาสนาคริสต์นิกาย Protestant กลุ่ม Calvinism ซึ่งเป็นไปในทำนองว่า “การทำงานของตัวเองอย่างตั้งใจก็คือการบูชาพระเจ้า” ซึ่งพระเจ้าดังกล่าวนั้นเป็นพระเจ้าในทาง Christian Ideology ซึ่งก็คือ God และจากการที่คุณเอาวลีข้างต้นเป็นที่ตั้งในการเชื่อมโยงถึงกลุ่มประโยคที่ว่า “ในสังคมทุนนิยม มนุษย์อาจเลิก “ทำงานเพื่อพระเจ้า” แต่รับเอางานเป็นพระเจ้าแทน” กลุ่มประโยคดังกล่าวก็คงไม่อาจอธิบายครอบคลุมถึงคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าหรือคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ได้ ยิ่งไปกว่านั้น การที่วลี “Work is worship. Duty is God” ยังมีผลถึงสิ่งต่างๆที่คุณเขียนมาอยู่ และผมได้กล่าวไปแล้วว่านั่นดูเป็น God ในแบบ Christian Ideology การรับงานมาเป็น God นั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะปฏิสัมพันธ์ที่ผู้คนมีต่องานนั้นแตกต่างจากที่มีต่อ God อย่างสิ้นเชิง กล่าวคือคนเราสามารถทำงานให้เป็นไปอย่างใจบ้างไม่ได้อย่างใจบ้าง แต่ด้วย “วิธีคิด” หรือ “จริยธรรม” แบบคริสต์ศาสนา เราไม่มีทางทำ God ให้เป็๋นอย่างใจได้เลย และหากจะว่าไป งานก็เหมือนเป็นเพียง “บททดสอบ” ที่ God ให้มาเท่านั้น ยิ่งเมื่อผนวกกับจริยธรรมแบบ Calvinism งานก็คือตัวทดสอบความศรัทธาที่มนุษย์มีต่อ God ด้วยซ้ำไป
2.
แรงงานในระบบทุนนิยมนั้นแตกต่างจาก WALL-E (Waste Allocation Load Lifter-Earth class) อย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะในแง่ของการตั้งคำถามถึงสิ่งที่ตัวเองทำ เพราะไม่ว่าจะเคยเห็นภาพรวม (หรือภาพลวง) ของงานที่ตัวเองทำหรือไม่ และไม่ว่าจะเคยตั้งคำถามต่องานที่ตัวเองทำหรือไม่ แต่ในฐานะมนุษย์ แรงงานในระบบทุนนิยมย่อมมีกระบวนการ Ratonalize การทำงานของตัวเองเพื่อให้เหตุผลต่อสิ่งที่ตัวเองกระทำอยู่แล้ว ในขณะที่ตัวของ WALL-E นั้นไม่มีกระบวนการดังกล่าว เช่นนั้นแล้ว การเปรียบเทียบตัว WALL-E กับแรงงานในระบบทุนนิยมจึงยังดูไม่สอดคล้องกันนักสำหรับผม และยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่หนังเรื่องนี้พยายาม humanizes ตัว WALL-E แต่การเปรียบเทียบของคุณกลับทำงานในทางตรงกันข้าม กล่าวคือเป็น Dehumanize แรงงานในระบบทุนนิยมให้กลายเป็น WALL-E จริงอยู่ว่านั่นอาจดูเป็น Logic แบบทุนนิยมซึ่งย่อมหมายความว่าไม่ใช่ความคิดของคุณเองเสียทีเดียว แต่จะอย่างไร ข้อเขียนดังกล่าวก็ได้ผลิตซ้ำการละเลยมิติบางอย่างที่มนุษย์มีไปแล้ว
อืม…เอิ้ก…นึกออกเท่านั้นแหละ
อืม…แบบว่าง่วงอยู่ จะตอบเท่าที่นึกออกละกันนะ
1.ถ้าตอบว่า “เงินคือพระเจ้า” จะกำปั้นทุบดินไปหน่อยมั๊ยครับ
เคยได้ยินวลี “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” ใช่มั๊ยครับ นี่มันมอตโต้ทุนนิยมชัดๆ นะครับ งาน = เงิน = พระเจ้า ตรรกะผมอาจมั่วไปหน่อย แต่คิดว่ายังถกเถียงต่อได้
คุณปราชญ์บอกว่า “กลุ่มประโยคดังกล่าวก็คงไม่อาจอธิบายครอบคลุมถึงคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าหรือคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ได้” แต่ในโลกของทุนนั้นจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเชื่อในพระเจ้า? คนทำงานอาจไม่เคย “ศรัทธา” ในงานที่ตนเองทำ แต่เมื่อมัน imply ถึงเงิน ความเชื่อก็ไม่สำคัญอีกต่อไป งานจึงกลายเป็นพระเจ้าของคนบางจำพวก เน้นนะครับว่า ผมหมายถึง “งาน” ในโลกของทุน คนที่ไม่ได้ทำงานเพื่อเงินไม่อยู่ในขอบเขตที่ผมพยายามอธิบาย
“คนเราสามารถทำงานให้เป็นไปอย่างใจบ้างไม่ได้อย่างใจบ้าง แต่ด้วย “วิธีคิด” หรือ “จริยธรรม” แบบคริสต์ศาสนา เราไม่มีทางทำ God ให้เป็๋นอย่างใจได้เลย” มันไม่ได้อยู่ที่ “วิธีการ” ทำงานครับ อยู่ที่ “จุดประสงค์” ของงานต่างหาก
ทำไมคนเราต้องอุทิศชีวิตให้กับงาน? ทำไมคนเราต้อง “บูชายัญ” ครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่องาน? หากงานไม่ใช่พระเจ้า? คุณปราชญ์บอกอีกว่า “งานก็เหมือนเป็นเพียง “บททดสอบ” ที่ God ให้มาเท่านั้น ยิ่งเมื่อผนวกกับจริยธรรมแบบ Calvinism งานก็คือตัวทดสอบความศรัทธาที่มนุษย์มีต่อ God ด้วยซ้ำไป” ก็คงไม่ผิดครับ แต่พระเจ้าที่เราพูดถึงคงคนละองค์กัน
2. ประโยคที่คุณบอกว่า “แต่ในฐานะมนุษย์ แรงงานในระบบทุนนิยมย่อมมีกระบวนการ Rationalize การทำงานของตัวเองเพื่อให้เหตุผลต่อสิ่งที่ตัวเองกระทำอยู่แล้ว” เป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก แต่โดยส่วนตัว ผมยังคง “เชื่อ” ว่า ยิ่งแรงงานพยายามให้เหตุผลกับสิ่งที่ตนเองทำมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการเน้นย้ำสภาวะแปลกแยกมากขึ้น ยิ่งงานของตนมีค่าเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ตัวเองตกอยู่ภายใต้อำนาจของงานมากยิ่งขึ้น อะไรเป็นสิ่งสำคัญกว่ากันระหว่าง “งาน” ที่ตนเองทำและให้เหตุผลกับมัน กับสิ่งที่ตนเองไม่ได้ทำและไม่เคยให้เหตุผลกับมัน ถ้าใช้วลีว่า “ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน” แปลว่า ถ้าไม่ได้ทำงาน ก็ไม่มีค่าหรือ?
ผมมิได้ละเลยมิติบางอย่างที่มนุษย์มีนะครับ – “ทุน” ต่างหากที่ละเลย และเป็นสิ่งที่ผมพยายามชี้ให้เห็น แต่หากข้อเขียนของผมทำให้คุณเข้าใจผิดว่า ผมละเลยมิติดังกล่าวไป ก็ขอน้อมรับความบกพร่องของความสามารถทางภาษาไว้แต่เพียงผู้เดียว
อืม…เอิ้ก…หมีดุจริงด้วย
1.
เอ้อ…ผมลืมบอกไป (คงเพราะเมานั่นแหละ) Weber ยังกล่าวอีกด้วยครับว่าจริยธรรมอย่าง Calvinism นั่นก็มีความสัมพันธ์ทั้งยังเป็นส่วนผลักดันการทำงานตามระบบทุนนิยมอีกด้วย ทีนี้ พอผมบอกว่าเมื่อคุณพูดว่า “Work is worship. Duty is God” แล้วผมนึกถึง Calvinism ซึ่งผมว่าวลีนั้นมันก็คือจริยธรรมแบบ Calvinism นั่นแหละครับ และมันก็สืบทอดต่อมาถึงการทำงานในระบบทุนนิยม เช่นนั้นแล้วมันจึงโยงไปถึงตรงที่ผมบอกว่า “กลุ่มประโยคดังกล่าวก็คงไม่อาจอธิบายครอบคลุมถึงคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าหรือคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ได้” นั่นเอง เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมตั้งใจจะสื่อก็คือ ด้วยที่ว่า “Work is worship. Duty is God” ผมไม่คิดว่ามันจะเอามาอธิบายหรือเป็นฐานของการพูดต่อไปถึงเรื่องที่ “ในสังคมทุนนิยม มนุษย์อาจเลิก “ทำงานเพื่อพระเจ้า” แต่รับเอางานเป็นพระเจ้าแทน” นั่นเอง
2.
ผมไม่ได้บอกว่าคุณละเลยครับ และผมก็บอกแล้วว่านั่นเป็นตรรกะแบบทุนนิยม แต่สิ่งที่ข้อเขียนของคุณทำก็คือการผลิตซ้ำตรรกะแบบนั้นนั่นเอง ข้ามไปก็ได้ครับ อันนี้แค่ติงไปขำๆ
วลี “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” นี่ผมว่าลองดูกันกลับไปน่าจะดีว่ามันเกิดขึ้นมาในบริบทแบบไหนยุคสมัยใด เพราะโดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่ามันเป็นวลีที่ค่อนข้างใหม่มากๆ อาจจะเป็นมุขตลกพัฒนาชาติด้วยเศรษฐกิจด้วยซ้ำ
แต่ถ้าดูเผินๆแล้วสันนิษฐานว่าวลีดังกล่าวเกิดขึ้นในระบบทุนนิยมเพื่อตอบคำถามของคุณที่ว่า “ถ้าไม่ได้ทำงาน ก็ไม่มีค่าหรือ?” ผมว่าก็คงใช่ครับ ถ้าไม่ทำงานคนก็คงไม่มีค่า แต่คือไม่มีค่าในระบบเศรษฐกิจ (ไม่แน่ใจว่าเศรษฐศาสตร์กระแสหลักจะจัดอยู่ในพวก unproductive หรือไม่) ไม่ใช่ในฐานะมนุษย์ และถ้าคุณทำงานได้ดีมาก คุณก็คือแรงงานที่มีค่ามาก และในทางกลับกันมันก็จะเป็นผลในทางตรงกันข้าม
แฮ่…กรร….โฮก….
เอ่อ…นี่เราออกนอกวอลล์อีไปแล้วรึเปล่า….กลับมาๆๆๆๆ
ผมอ่านไปอ่านมาเริ่มงงๆ แล้วว่ะคุณปราชญ์ ว่าเรากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่
ประเด็นแรกนี่ การให้เหตุผลของผมอาจจะไม่สอดคล้องกับวลีดังกล่าวทั้งหมด แต่คนอีกส่วนหนึ่ง (ซึ่งอาจไม่เชื่อในพระเจ้าหรือไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์)ก็อาจ “อยู่กับงานเป็นเวลา 40 ปี หรือครึ่งหนึ่งของชีวิต” ดังนั้น “หากคนเราจะนับถือหน้าที่การงานเป็นพระเจ้าก็ไม่แปลก”
ผมไม่แน่ใจเหมือนกันแฮะ ว่าที่คุณปราชญ์บอกว่า “ทีนี้ พอผมบอกว่าเมื่อคุณพูดว่า “Work is worship. Duty is God” แล้วผมนึกถึง Calvinism ซึ่งผมว่าวลีนั้นมันก็คือจริยธรรมแบบ Calvinism นั่นแหละครับ และมันก็สืบทอดต่อมาถึงการทำงานในระบบทุนนิยม” เป็นสิ่งที่คุณปราชญ์ “เชื่อ หรือ “คิด” อย่างนั้นหรือเปล่า เพราะผมคิดว่า จริงๆ แล้วมันคือ โฆษณาชวนเชื่อของระบบทุนนิยม (หรือของศาสนาเพื่อให้สอดคล้องกับทุนนิยม?)ดังนั้น ผมจึงไม่ค่อยแน่ใจนักว่า ทำไมคุณปราชญ์จึงบอกว่า “กลุ่มประโยคดังกล่าวก็คงไม่อาจอธิบายครอบคลุมถึงคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าหรือคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ได้” เพราะการโฆษณาชวน “เชื่อ” ก็มุ่งหวังจะให้ “เชื่อ” อยู่แล้ว ไม่ว่าก่อนหน้านั้นจะเคยเชื่ออย่างไรมา มันเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างส่วนบน จึงไม่สำคัญหรอกว่า คุณนับถือศาสนาอะไร ตราบเท่าที่คุณนับถือเงิน (และงาน หากจะได้มาซึ่งเงิน)เป็นพระเจ้า
ประเด็นที่สอง เรื่อง “การผลิตซ้ำตรรกะแบบทุนนิยม” นี่ทำให้ผมสูญเสียความมั่นใจไปเลยนะครับ เริ่มงงมากขึ้นว่า “เขียนไรไป (วะ)?”
ถ้าให้เดาคงเริ่มจาก “ในขณะที่หนังเรื่องนี้พยายาม humanizes ตัว WALL-E แต่การเปรียบเทียบของคุณกลับทำงานในทางตรงกันข้าม กล่าวคือเป็น Dehumanize แรงงานในระบบทุนนิยมให้กลายเป็น WALL-E”
เปล่านะครับ เปล่า ผมคิดว่า หนังเรื่องนี้ (รวมทั้งตรรกะแบบทุนนิยม) ต่างหากที่พยายาม dehumanize คนให้เป็น “เครื่องจักร”
ผมคิดว่า WALL•E เป็นคนนะครับ เพียงแต่ (หนังเรื่องนี้ทำให้มัน)หน้าตาเป็นหุ่นกระป๋องเท่านั้นเอง ต่างกันนะครับ มุมมองแบบ “หุ่นที่มีจิตใจแบบคน” กับ “คนที่หน้าตาเป็นหุ่นกระป๋องตาโปน”
ดังนั้น สิ่งที่ผมทำ คือ พยายามเปรียบเทียบ “คน” ที่หน้าตาเป็นหุ่นกระป๋อง กับ “คน” ที่ที่หน้าตาเป็นคน แต่ถูกทำให้เป็นเครื่องจักร ซึ่งผมไม่คิดว่าเป็นการ “ผลิตซ้ำตรรกะแบบทุนนิยม” แต่อย่างใด เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ผมพยายาม “ชี้” ให้เห็นว่า “ทุน” คิดอย่างนี้ แต่ผมไม่ได้เห็นพ้องแต่อย่างใด
แต่เห็นได้ชัดว่า ความพยายามไม่สัมฤทธิผล T_T
ว่าแต่ ทางกลับที่คุณปราชญ์ว่านี่ ไปทางไหนเหรอครับ อยากกลับแล้วเหมือนกัน