กิจกรรมใกล้ ๆ นี้

โลก-นอก/ใน-หนัง : The Sleeping Dictionary

เมื่อวันศุกร์ 13 ที่ผ่านมา โครงการเราได้ฉายภาพยนตร์เรื่อง The Sleeping Dictionary มีผู้มาร่วมชมเกือบยี่สิบท่าน นั่งชมกันอย่างอบอุ่นและสนุกสนาน ซาบซ่านซาบซึ้งไปกับความหอมหวานและสวยงามในภาพยนตร์ (โดยเฉพาะนางเอก – ฮาาา..) หลังจากภาพยนตร์จบลงการเสวนาก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเมามันและจบลงหลังจากเราคุยกันอยู่เป็นชั่วโมงๆ ..คุณ “ปราชญ์ วิปลาส” ก็อาสารับหน้าที่ “เขียน” ถึงภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวและการเสวนาของเรา.. (กระนั้นก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่คุณปราชญ์ฯเขียนจะเป็นสิ่งที่ผู้ร่วมเสวนาในวันนั้นห็นด้วยทุกประการแต่อย่างใด)     และต่อไปนี้คือข้อเขียนของคุณปราชญ์..เชิญลิ้มรสสัมผัสได้หลังจากเส้นประเป็นต้นไปครับ

- – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - -

หมีดูหนัง: The Sleeping Dictionary (2003)

ปราชญ์ วิปลาส

อานิสงส์ประการหนึ่งที่ได้รับจากโครงการ “โลก-นอก/ใน-หนัง: เสวนาภาพยนตร์กับนักเรียนสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา” ก็คือการที่ผู้เข้าร่วมชมภาพยนตร์ได้มอง “โลกในหนัง” ผ่านเลนส์แว่นตาความคิดที่ตัดขึ้นจาก “โลกนอกหนัง” ของผู้เข้าชมแต่ละคน นั่นทำให้เมื่อมองไปยังสิ่งเดียวกันด้วยแว่นที่มีส่วนประกอบสร้างที่ต่างกัน สิ่งเดียวกันนั้นก็ย่อมไม่เป็นสิ่งเดียวกันเสียทีเดียวอีกต่อไป เมื่อถึงตอนนั้น สิ่งที่ตามมาย่อมเป็นการถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน แม้ที่สุดแล้วไม่ได้คำตอบที่จริงแท้เพียงหนึ่งเดียว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมหมายถึงการเปิดโลกทัศน์ที่เคยมองผ่าน “แว่น” ของแต่ละคนให้กว้างขวางขึ้น

และต่อไปนี้คือ “โลกในหนัง” เรื่อง The Sleeping Dictionary ที่ได้รับการมองผ่านแว่นตาแห่ง “โลกนอกหนัง” อันหนึ่ง

**SPOILER**SPOILER**SPOILER**SPOILER**SPOILER**SPOILER**SPOILER**SPOILER**

“In 1936, the British Empire still extended over vast area of the globe. It was a time when young men finished their own education by serving as administrators in distant lands. They sought to change the countries they ruled…but more often the countries changed them.”

นั่นเป็นสิ่งที่ The Sleeping Dictionary โปรยไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง การขยายอำนาจของอังกฤษในปีค.ศ. 1936 ที่ยังคงดำเนินไปทั่วโลก ช่วงเวลาที่ชายหนุ่มชาวอังกฤษจบการศึกษาได้ด้วยการไปทำงานเป็นผู้ปกครองในดินแดนใต้อาณานิคมที่อยู่ห่างไกล คนหนุ่มเหล่านั้นพยายามเปลี่ยนแปลงประเทศที่ตัวเองไปปกครอง แต่บ่อยครั้งก็กลับกลายเป็นพวกเขาที่ถูกประเทศในปกครองเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงเสียเอง

อาจกล่าวได้ว่านั่นคือหัวใจของเรื่องราวทั้งหมดใน The Sleeping Dictionary

The Sleeping Dictionary คือเรื่องราวของ John Truscott (Hugh Dancy) หนุ่มอังกฤษที่ไปทำงานเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าหน้าที่จากประเทศจ้าวอาณานิคมที่ปกครองชาว Iban ในซาราวัก John ได้พบกับ Selima สาวชาวพื้นเมืองที่ทำหน้าที่เป็น Sleeping Dictionary หรือที่กล่าวในเรื่องคือเป็นผู้ที่สอนภาษาท้องถิ่นให้กับจ้าวอาณานิคมผ่านการร่วมหลับนอน John ตกตะลึงในความงามของ Selima ตั้งแต่แรกเห็น ถึงกระนั้น วัฒนธรรมแห่งแผ่นดินแม่ที่ค้ำคออยู่ก็ทำให้เขาปฏิเสธแรงกระตุ้นทางธรรมชาติของตัวเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไปความรักของคนทั้งสองก็เริ่มก่อตัวขึ้น และเมื่อถึงที่สุด John ก็ต้องเลือกระหว่างหน้าที่ในฐานะ “เจ้าหน้าที่ที่ต้องทำงานเพื่อประเทศของตน” กับ “มนุษย์ธรรมดาที่มีเลือดเนื้อคนหนึ่ง”

แม้เมื่อดูโดยทั่วไป The Sleeping Dictionary ก็คือหนังรักที่อาจถูกตีตราได้ว่าอยู่ในตระกูลน้ำเน่าเพ้อฝัน แต่กระนั้น หนังตระกูลนี้ก็ทรงพลังและช่วยต่อเติมความฝันให้ใครหลายๆคนได้เรื่อยมา และที่ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความที่หนังเรื่องนี้สร้างฉากเป็นช่วงเวลาแห่งการยึดครองอาณานิคมโดยโลกตะวันตก ภาพที่เกิดขึ้นในเรื่องจึงเป็นการปะทะสังสรรค์ปฏิสัมพันธ์กันระหว่างเจ้าอาณานิคม (The Colonists) ชาวอังกฤษผู้เข้ามาปกครองและชนพื้นเมือง (The Natives) ชาว Iban ผู้ถูกปกครอง ซึ่งทั้งสองฝ่ายในเรื่องนั้นมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมกันอย่างสุดขั้ว อีกทั้งชาวอังกฤษและชาว Iban ก็ล้วนมีตัวตนอยู่จริงมาจนถึงปัจจุบัน เช่นนั้นแล้ว การจะดูหนังเรื่องนี้อย่าง “จงใจ” ให้มีนัยยะทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร แต่ก็ใช่ว่าทุกแง่มุมในเชิงสาขาวิชาดังกล่าวจะได้รับคำตอบครบถ้วน เพราะดังได้กล่าวไปแล้วว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังรัก มิได้เป็นหนังแนวสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาโดยจงใจ แต่มุมมองที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ ภาพวัฒนธรรมของชาว Iban ในเรื่องเป็นวัฒนธรรมแบบที่อยู่ในความคิดของ Guy Jenkin ซึ่งเป็นผู้กำกับและเขียนบท เป็นภาพของ Iban จาก “คนนอก” ไม่ใช่จากตัวชาว Iban เอง จึงเป็นเรื่องที่ต้องกล่าวถึงกันต่อไปว่าเป็นความจริงแค่ไหน

เมื่อดูจบ The Sleeping Dictionary เป็นหนังที่น่าจะ “ประทับใจ” ใครหลายๆคน เช่นนั้นจึงขอเสนอสิ่งต่างๆที่มองเห็นผ่านแว่นของ “โลกนอกหนัง” ซึ่งบางสิ่ง อาจจะอยู่ที่ขั้วตรงข้ามของความ “ประทับใจ” ที่หลายๆคนได้รับจากหนังเรื่องนี้

1. ลักษณะทั่วไปของชาว Iban ที่ปรากฏในหนัง

เท่าที่เห็นในเรื่อง Iban เป็นสังคมที่น่าจะมีการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์แล้ว เนื่องจากมีการตั้งที่อยู่เป็นหลักแหล่ง

ลักษณะการอยู่อาศัยของชาว Iban ในเรื่องเป็นการอยู่รวมกันหลายๆครอบครัวใน Longhouse เดียวกัน ในชุมชนจะประกอบไปด้วย Longhouse หลายๆหลังรวมกัน ไม่มีการตั้งบ้านเดี่ยวแยกออกไปต่างหาก บ้านเดี่ยวที่แยกออกไปต่างหากในหนังคือบ้านของผู้ปกครองชาวอังกฤษ ซึ่งจะมีทั้งแบบที่แยกออกไปอย่างโดดเดี่ยวและแบบที่ตั้งอยู่รวมกันหลายหลัง

ใน Longhouse จะมีลานกว้างภายในซึ่งใช้ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันหรือกิจกรรมตามอัธยาศัย ไม่ปรากฏชัดเจนในหนังว่าภายใน Longhouse แต่ละหลังนั้นมีการแบ่งห้องออกเป็นห้องย่อยของแต่ละครอบครัวด้วยหรือไม่ แต่ละ Longhouse จะมีชื่อเรียกของตัวเอง “ดูเหมือนว่า” แต่ละ Longhouse จะมีผู้นำของตัวเองและจะมีผู้เป็นหัวหน้าของ Longhouse ทั้งหมดที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันอีกระดับหนึ่ง

จากลักษณะดังกล่าวมาทั้งหมด อาจกล่าวได้ว่าแต่ละ Longhouse เป็นชุมชนย่อยๆในชุมชนใหญ่ของชาว Iban อีกที่หนึ่ง

กรณีหัวหน้าของ Longhouse ในเรื่อง คนหนึ่งกำลังเป็นอยู่และอีกคนหนึ่งจะได้เป็นในอีกสองปีข้างหน้า นั่นอาจหมายความว่าการสืบทอดตำแหน่งหัวหน้านั้นจะทำเมื่อมีคนที่อายุและคุณสมบัติเหมาะสม (ไม่ได้กล่าวไว้ในเรื่องว่าต้องอายุเท่าไหร่และมีคุณสมบัติอย่างไร) นอกจากนี้ ทั้งสองคนดังกล่าวล้วนเป็นผู้ชาย นั่นอาจสื่อเป็นนัยได้ว่าอำนาจในการปกครองในสังคม Iban นั้นอยู่ในมือของเพศชาย ส่วนบทบาทของเพศหญิงในสังคม Iban ในตัวมันเองนั้นไม่มีความชัดเจนในเรื่อง ส่วนที่ชัดเจนคือผู้หญิงที่ทำหน้าที่เป็น “Sleeping Dictionary” แต่ก็ไม่ชัดเจนนักว่าเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของ Iban หรือเกิดขึ้นหลังจากมีการปะทะสังสรรค์กับประเทศจ้าวอาณานิคมกันแน่

ด้านการเพาะปลูก สิ่งหนึ่งที่ชาว Iban “ในเรื่อง” น่าจะปลูกแน่ๆก็คือข้าว เพราะดูจะเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการหมัก “rice wine” อันดูจะเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาว Iban “ในเรื่อง” ส่วนการเลี้ยงสัตว์นั้น อย่างหนึ่งที่เห็นเลี้ยงแน่ๆ “ในเรื่อง” ก็คือหมู ส่วนอาหารการกินนั้นไม่ปรากฏ

Iban เป็นเผ่าล่าหัวมนุษย์ นั่นอาจเป็นสิ่งหนึ่งใน violent sport ที่มีการกล่าวถึงสั้นๆ (สั้นมาก) ในเรื่อง แต่ก็เห็นได้จากในเรื่องว่า Iban ยังใช้การล่าหัวในการป้องกันการถูกล่วงล้ำอาณาเขตด้วย ในหนังมีการกล่าวถึงการล่าหัวคนงานทำเหมือนชาวจีนที่ล่วงล้ำอาณาเขตเข้ามา และดูเหมือนการล่าหัวจะเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของ “ผู้ปกครอง” หรือ “ผู้นำ” ด้วย

Iban เป็นชนเผ่าที่ “based on heavy drinking, violent sport and practical joke.” (ตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องกล่าว) ในเรื่องการดื่มหนักนั้นมีปรากฏครั้งเดียวคือในพิธีต้อนรับพระเอกในเรื่องคือจะมีการดื่ม “rice wine” (เหล้าที่หมักจากข้าว) กัน อีกทั้งการปฏิเสธที่จะดื่มยังหมายถึงการ “ดูถูก” ชาว Iban ด้วย เรื่อง violent sport นั้นก็คงเพราะผู้พูดเห็นว่า Iban เป็นชนเผ่าล่าหัวมนุษย์ ที่น่าสนใจคือการที่ชาวอังกฤษในเรื่องให้ค่าการล่าหัวมนุษย์ว่า violent นั่นแสดงถึงการมองไปยังวัฒนธรรมอื่นโดยใช้บรรทัดฐานของตัวเอง ส่วน practical joke หรือที่ดูจะใกล้กับคำไทยที่สุดคือ “จำอวด” นั้นก็ปรากฏอยู่ในพิธีต้อนรับเช่นกัน ซึ่งการดื่มเหล้าและการแสดง practical joke นั้นน่าจะเป็นประเพณีที่ชาว Iban “ให้ค่า” ว่ามีความสำคัญและอาจถึงขั้นเป็น “เอกลักษณ์” อย่างหนึ่งของตน เพราะถูกนำมาใช้ในพิธีต้อนรับ “ในเรื่อง”

2. ความหลงตัวเอง/ความรุนแรงทางตรง/เชิงโครงสร้าง/เชิงวัฒนธรรมของประเทศจ้าวอาณานิคม

The Sleeping Dictionary เปิดเรื่องด้วยการที่ John Truscott (Hugh Dancy) เดินทางมายังหมู่บ้านของชาว Iban ในซาราวัก (ปัจจุบันอยู่ในประเทศมาเลเซีย) เพื่อสานต่อแผนการให้การศึกษาแก่ชาว Iban ของ William C. Truscott ผู้เป็นพ่อของเขา โดย John ถือว่านั่นเป็น “…our duty to educate primitive people” หรือ “I’m on the mission to civilize…” และมันทำให้เขาเลือกมาที่นี่ ต่อการเลือกของ John นั้น  Henry Bullard [(Bob Hoskins) ผู้เป็น “ผู้ปกครอง” (Governor) ใน “เขต” (District) ที่ John ไปอยู่] ตั้งข้อสังเกตว่าระดับการศึกษาของ John นั้น “…too far degree for this job” อันหมายความว่า John สามารถหางานอื่นทำได้โดยไม่จำเป็นต้องพาตัวเองมาตกระกำลำบากในพื้นที่ห่างไกลความเจริญเช่นนี้

**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**

ฟังดูเผินๆ แนวคิดแบบนี้ช่างน่าสรรเสริญราวกับปัญญาชนผู้มีการศึกษาได้ทำการเสียสละอันยิ่งใหญ่ (คล้ายครูปิยะในหนังไทยเรื่อง “ครูบ้านนอก”?) เป็นการยอมละทิ้งอนาคตสดใสมาอยู่ในพื้นที่ทุรกันดารเพื่อสร้างแสงสว่างทางปัญญาแก่ชาวป่าอนารยะ ทว่า ในอีกด้านหนึ่ง การกระทำและความคิดของ John และคำพูดสองประโยคข้างต้นของเขาก็สะท้อนให้เห็นถึงตรรกะ (ข้ออ้าง) ของชาติมหาอำนาจในยุคล่าอาณานิคมที่มีต่อเผ่าพันธุ์ในโลกตะวันออกที่ไม่ได้ผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรมว่าเป็นพวกที่ล้าหลัง ไร้การศึกษา และเป็นหน้าที่ของอารยชนผู้เจริญแล้วอย่างพวกตนที่ต้องเข้ามาหยิบยื่นแบ่งปันความเจริญให้ และความเจริญที่ว่านั้นก็คือการทำให้ Iban มีการศึกษาในแบบที่คนอังกฤษมี ไม่ใช่เป็นการส่งเสริมฐานความรู้ดั้งเดิมของชาว Iban ให้เข้มแข็งขึ้น วิธีคิดแบบนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความ “หลงตัวเอง” (Egoism) ของเหล่า Colonists คือการมองว่าความดี ความเจริญ ความมีอารยธรรมนั้นมีเพียงชุดเดียวคือชุดที่ตนใช้อยู่ ทั้งยังเพิกเฉยละเลยหรือถึงขั้นลดทอนคุณค่าของอารยธรรมอื่นๆด้วย

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในหนังก็ยังมีการเสียดสีวิธีคิดแบบ John เรื่อง “…our duty to educate primitive people” ว่า “…you sound a sanctimonious little prig” (Henry เป็นคนพูด) อันหมายความทำนองว่าวิธีคิดแบบนั้นก็เหมือนพวกที่คิดว่า “ตนเองมีศีลธรรมเหนือกว่าคนอื่น” (prig) ทั้งที่จริงๆแล้วตัวเองนั้น “มือถือสากปากถือศีล” (sanctimonious) แถม Henry ยังต่อท้ายให้ในทำนองว่า John นั้นยังเด็กนัก เดี๋ยวซาราวักจะเขี่ยความคิดพวกนั้นทิ้งให้เอง (Still, you’re young. Sarawak’ll knock it out of you.) ซึ่งตรงนี้ก็สะท้อนความคิดของ Henry ด้วยว่าเขาเองได้หลุดจากวิธีคิดพรรค์นั้นไปแล้ว

นอกจากนี้ จ้าวอาณานิคมยังมีลักษณะของการใช้ความรุนแรงสามแบบตามทรรศนะของ Johan Galtung (นักสังคมศาสตร์ชาวนอร์เวย์) อยู่ด้วย กล่าวคือมีการใช้ความรุนแรงทั้งโดย “ทางตรง” อย่างการใช้กำลังเข้ายึดครอง (เป็นความจริงทางประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคม แต่มิได้กล่าวถึงในเรื่องว่าใช้วิธีเช่นนั้นในการเข้าครอง Iban หรือไม่) การใช้ความรุนแรง “ทางอ้อม” หรือ “เชิงโครงสร้าง” อย่างการใช้กฎหมายที่ตัวเองกำหนดขึ้นในการกำจัดซึ่งสิ่งอันเชื่อว่าจะมาบ่อนเซาะอำนาจการปกครองของตนเอง หรือจะทำให้เกิดการเสียระเบียบ และโดยนัยยะแล้วการใช้ความรุนแรงเชิงโครงสร้างก็เป็นไปเพื่อลดทอนอำนาจของผู้ที่ตนเข้าไปปกครอง ซึ่งในกรณีความรุนแรงเชิงโครงสร้างผ่านข้อกฎหมายนี้มีปรากฏชัดเจนอยู่ในตอนท้ายเรื่องคือการตัดสินแขวนคอ Belansai (ตัวเอกชาว Iban อีกคนในเรื่อง รับบทโดย Eugene Salleh) โทษฐานคิดฆ่าเจ้าหน้าที่จากประเทศจ้าวอาณานิคม (Colonial Officer) ในกรณีนี้ “การแขวนคอ” Belansai (หากเกิดขึ้นจริง) จะเป็นการใช้ความรุนแรงทางตรงซึ่งได้รับความชอบธรรมจากความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่แฝงฝังอยู่ในรูปข้อกฎหมายที่มีการ “ตัดสินแขวนคอ” เป็นบทลงโทษ และทั้งนี้ทั้งนั้น “ความรุนแรงทางตรง” และ “ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง” ดังกล่าวต่างได้รับการสนับสนุน (ให้ความชอบธรรม) จาก “ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม” อันหมายถึงมุมมองที่ “ให้ค่า” ตัวเอง (British) ในฐานะอารยชนผู้เจริญแล้วในขณะที่ “ให้ค่า” ชนพื้นเมืองชาว Iban เป็นสิ่งที่ “ต่ำกว่า” หรือเลวร้ายที่สุดคือ “ไม่ใช่คน” ซึ่งย่อมหมายความต่อไปได้ว่าจะทำอะไรกับพวกเขาก็ได้ทั้งนั้น

กรณีการใช้ “ความรุนแรงทางตรง” ที่ได้รับความชอบธรรมจาก “ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม” ที่มีระบบการให้ค่าดังกล่าวยังเห็นได้ชัดในอีกตอนหนึ่งของเรื่อง นั่นคือเหตุการณ์ที่คนทำเหมืองชาว Dutch (จ้าวอาณานิคมเช่นกัน) จากฝั่งบอร์เนียววางยาชนพื้นเมืองชาว Yakata เพื่อ “กวาดล้าง” (Cleansing) ชาว Yakata ในแถบนั้นออกจากพื้นที่ทำเหมือง (ผลประโยชน์) ของตน

3. อุดมคติเรื่องเพศแบบ Victorian และแบบ Iban ที่ปรากฏในเรื่อง

**เนื่องด้วยไม่อาจหาข้อมูลอุดมคติทางเพศที่แท้จริงของ Iban ได้ อุดมคติดังกล่าวที่จะปรากฏต่อไปจึงเป็นการตีความจากเนื้อหาในหนัง**

ในวันที่สอง Henry และ Melaka (รับบทโดย Michael Lessing Langgi; พ่อของ Belansai และเข้าใจว่าเป็นหัวหน้าของ Longhouse ทั้งหมดในเขตนั้น) ได้พา Selima (Jessica Alba) มาหา John เพื่อให้เธอทำหน้าที่เป็น “Sleeping Dictionary” ของเขา กล่าวคือนอกจากเธอจะต้องสอนภาษาของชาว Iban ให้ John แล้ว Selima ยังต้องทำ “ทุกอย่าง” ที่เป็น “หน้าที่ภรรยา” (wifely duties) ให้กับ John อีกด้วย

**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**

การ “ร่วมหลับนอน” (sleeping) หรือก็คือ “มีเพศสัมพันธ์” นั้น “ถูกกำหนด” เป็น “หน้าที่ภรรยา” อย่างหนึ่งในหนังเรื่องนี้ (จริงๆก็คือในหนังหลายๆเรื่องทั่วโลก) และหน้าที่ดังกล่าวได้สร้างความกระอักกระอ่วนใจให้ John อยู่ไม่น้อย เพราะ John “อ้าง” ว่าการมีอะไรกันโดยที่ยังไม่ได้แต่งงานนั้นขัดกับ “spirits of my country”

ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 อังกฤษได้มีการใช้มาตรฐานศีลธรรมทางเพศแบบที่เรียกกันแพร่หลายว่า “Victorian” ซึ่งเป็นอุดมคติทางเพศที่ได้รับอิทธิพลมาจากคริสต์ศาสนาลัทธิ “Puritanism” อุดมคติทางเพศดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการควบคุมสังคมอย่างหนึ่ง เป็นอุดมคติที่จะยอมรับพฤติกรรมทางเพศแต่เฉพาะที่เกิดในคู่สมรสที่ผ่านพิธีกรรมทางศาสนาอย่างถูกต้องมาแล้วเท่านั้น พฤติกรรมทางเพศอื่นๆที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดทางศาสนา (แม้กระทั่งการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง) ล้วนถือเป็นความผิดบาป ในกรณีของหนังเรื่องนี้ที่กำหนดว่าเรื่องราวเกิดขึ้นในปีค.ศ. 1936 เวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่การบังคับใช้ทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรมของอุดมคติทางเพศแบบ Victorian ได้เจือจางไปบ้างแล้ว (อุดมคติทางเพศแบบ Victorian เริ่มเจือจางลงในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และในหนังก็มีประโยคหนึ่งว่า “Back into the Victorian times…” อันแสดงว่าช่วงเวลาดังกล่าวได้ผ่านพ้นไปแล้ว)

แต่กระนั้น ความที่ฝังรากในวัฒนธรรมมานานและเอื้อประโยชน์ให้ได้ อุดมคติดังกล่าวก็ยังคงเป็นที่ยึดมั่นถือมั่นกันในหมู่ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางของอังกฤษในฐานะเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะทำให้ตนได้รับการนับหน้าถือตา หรืออย่างน้อยที่สุดคือไม่เป็นที่ติฉินนินทา นั่นทำให้ผู้คนหลังยุค Victorian ยังคงได้รับการปลูกฝังซึ่งค่านิยมทางเพศแบบนั้น ดังจะเห็นได้จากการที่ John ให้เหตุผลกับ Selima เรื่องที่เขาไม่ร่วมหลับนอนกับเธอว่า “…the spirits of my country forbid it” หรือในตอนที่ Selima ถาม John ว่า “Have you ever sleep with a woman” แล้ว John ตอบว่า “I won’t till I get married. That’s our way” นั่นสื่อได้ว่า John ที่น่าจะเป็นชนชั้นกลางคนหนึ่งก็ได้รับการปลูกฝังอุดมคติทางเพศแบบ Victorian มาด้วย เช่นนั้นจึงไม่แปลกหาก John จะต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะให้ Selima ทำ wifely duties ในเรื่องการร่วมหลับนอนให้ แต่เขาเต็มยังใจให้ Selima ทำ wifely duties ในส่วนอื่นอันหมายถึงงานบ้านงานเรือน ซึ่งนั่นก็เป็นผลพวงอย่างหนึ่งจากวิธีคิดในสังคม Victorian ที่จำกัดผู้หญิงให้อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนและทำงานบ้าน (มีตอนหนึ่งที่ John ตวาดใส่ Selima ทำนองว่า “ถ้าไม่อยากเป็นคนใช้ก็ไม่ต้องเป็น!!”) นอกจากนี้ เมื่อทีแรกที่ Henry บอกว่า Selima จะมาทำ wifely duties ตัว John ก็ถามกลับด้วยการยกตัวอย่างหน้าที่ดังกล่าวออกมาว่า “การเย็บผ้าหรือ?” (sewing?) อันแสดงให้เห็นว่านั่นคือ “หน้าที่ภรรยา” หรือ “งานของผู้หญิง” อย่างหนึ่งในจินตนาการของเขา และนั่นดูจะสอดคล้องกับอุดมการณ์ “อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน” ของผู้หญิงที่ถูกครอบงำโดยสังคม Victorian ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ในตอนที่ Famous (Junix Inoxian) พ่อครัวชาวจีนของ John พา Jasmine (Christopher Ling Lee Ian) ชายรักร่วมเพศมาเพื่อให้ “ช่วยเหลือ” (assist) John แบบ “ส่วนตัว” (private way) ซึ่ง Famous ที่เห็น John ปฏิเสธการจะร่วมหลับนอนกับ Selima คงคิดว่า John ชอบผู้ชาย เมื่อ John เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรแล้วก็โกรธจัด ตรงนี้จะมองว่าเป็นความโมโหของผู้ชายที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นรักร่วมเพศก็คงได้ แต่ก็ยังมองได้ลึกกว่านั้น กล่าวคือด้วยอุดมคติทางเพศแบบ Victorian นั้น การเป็นรักร่วมเพศถือเป็นความผิดบาปอย่างหนึ่งที่อยู่ในความเป็นห่วงเป็นใยของสังคม เมื่อ John ถูกเข้าใจผิดอย่างนั้น ในความรู้สึกของเขาย่อมไม่ใช่แค่การถูกหมิ่นหยามความเป็นผู้ชาย หากแต่เขายังรู้สึกว่าตัวเองถูกมองเป็นคนบาปอีกด้วย

ในทางหนึ่ง อุดมคติทางเพศแบบ Victorian ก็เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการแบ่งประเภท (หรือกดเหยียด) ว่าพฤติกรรมทางเพศแบบใดเป็นของชนชั้นกลางและชนชั้นสูงหรือชนชั้นล่างด้วย เพราะในความเป็นจริง การควบคุมของอุดมคติดังกล่าวก็มิได้มีความเคร่งครัดนักในสังคมชนบท

ในกรณีอุดมคติทางเพศของชาว Iban นั้นจะเห็นได้จากตอนหนึ่งในเรื่องคือ Selima พูดกับ John เป็นความว่า “ในประเพณีของชาว Iban นั้น ถ้าชายหญิงตื่นขึ้นมาด้วยกันห้าวันติดต่อกันนั่นคือพวกเขาได้ถูกผูกมัด (หมั้น; engaged) กันแล้ว” นั่นดูจะแสดงถึงอุดมคติเรื่องเพศของชาว Iban ที่อยู่ “ในเรื่อง” ได้เป็นอย่างดีว่าเปิดโอกาสให้ชายหญิงเลือกร่วมหลับนอนกันได้ตามความพึงพอใจ และยังมีช่องว่างไว้ให้สำหรับในกรณีที่ไม่ได้ต้องการการผูกมัดอีกด้วย

4. ความเป็นนักมานุษยวิทยา vs. ความเป็นคนธรรมดา

Cecilia Bullard (Emily Mortimer) หรือ Cecil เป็นลูกสาวของ Henry เธอจบการศึกษาสาขามานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัย Oxford มาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง Cecil เคยอยู่ที่ซาราวักกับพ่อของเธอจนถึงห้าขวบแล้วจึงถูกส่งกลับอังกฤษ นั่นทำให้เธอมีความทรงจำเกี่ยวกับชาว Iban และเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอ “เลือก” ศึกษาพวกเขาเมื่อตอนทำวิทยานิพนธ์จบการศึกษา มีบางฉากในเรื่องที่ Cecil แสดงภูมิเกี่ยวกับชาว Iban และชนเผ่าอื่นๆในซาราวักออกมา เช่นการที่เธอพยายามเล่าเรื่องของ Sleeping Dictionary แต่ไม่ได้ใช้คำว่า Sleeping Dictionary (ซึ่งไม่ชัดเจนว่าเธอไม่รู้หรือรู้แต่เลี่ยงที่จะไม่ใช่คำนั้น และเธอมั่นใจมากว่าไม่มีใครรู้เรื่องนี้นอกจากตัวเธอเอง) หรือตอนที่มีการเจอคนป่วยถูกลอยเรือมาตามน้ำ เมื่อ Belansai บอกว่าคนป่วยพวกนั้นเป็นชนเผ่า “ยากาตา” (Yakata) Cecil ก็รีบเสริมว่าสามารถรู้ได้จากสร้อยหิน “Turquoise” ที่ข้อมือพวกเขา และยังออกตัวอีกว่าเธอศึกษาคนพวกนี้ด้วยเช่นกัน

**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**

เมื่อดูจากบทสนทนาเกี่ยวกับเวลาในเรื่องแล้วจะพบว่า หลังจากที่ Cecil กลับไปอังกฤษเมื่อตอนห้าขวบแล้วเธอก็ไม่ได้กลับมาที่ซาราวักอีกเลยจนกระทั่งเวลาที่เธอปรากฏตัวขึ้นในหนัง เพราะฉะนั้น “ความจำ” (หรือจะเรียกว่า “ความรู้” ก็ตาม) ที่ Cecil มีเกี่ยวกับซาราวักหลังจากเธอห้าขวบไปแล้วที่เธอพูดออกมาในเรื่องนั้นย่อมมาจากการอ่านหนังสือ (สิ่งที่เธอเรียกว่า “การศึกษา” และเธอก็มักจะเน้นย้ำหลังการให้ข้อมูลต่างๆของตัวเองว่า “I studied…”) ไม่ใช่จากการ “ลงพื้นที่” (fieldwork) จริงและไม่มี “การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม” (participant observation) ในตอนที่ทำวิทยานิพนธ์ นั่นหมายความว่า Cecil “จบการศึกษาระดับเกียรตินิยมมานุษยวิทยาโดยไม่ได้ลงไปใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนที่เธอทำการศึกษาในตอนที่ทำการศึกษาอยู่” การลงพื้นที่ไปใช้ชีวิตคลุกคลีกับผู้คนที่ตนทำการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นที่นักมานุษยวิทยาต้องปฏิบัติ เป็นสิ่งสำคัญถึงขั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็น “หัวใจ” ของการเป็นนักมานุษยวิทยา แต่ Cecil ไม่มีสิ่งนั้นทั้งที่ในช่วงเวลาดังกล่าวในเรื่องเป็นช่วงเวลาที่ Participant Observation เป็นสิ่งที่ได้รับการพัฒนาจนน่าจะเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปถึงความสำคัญของมันในฐานะเครื่องมือในการศึกษาทาง “ชาติพันธุ์วรรณา” (Ethnography) แล้ว

พฤติกรรมอีกอย่างหนึ่งของ Cecil ที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียงระหว่างเหล่านักศึกษาสาขามานุษยวิทยาที่ได้ร่วมชมภาพยนตร์ในวันนั้นก็คือ การที่ Cecil เข้าไปจัดท่าจัดทาง Selima เพื่อถ่ายรูป เมื่อ Selima แสดงสีหน้าไม่พอใจแล้ว Cecil ก็ยังบอกให้ Selima ทำหน้าอย่างนั้นไว้เพื่อเธอจะได้ถ่ายภาพเก็บไว้ ในสายตาของเหล่าผู้ที่ต้องเป็นนักมานุษยวิทยาในวันหนึ่ง พฤติกรรมของ Cecil นั้นดูไม่เหมาะสม เพราะมันคือการเข้าไปบังคับจัดท่าจัดทางมนุษย์คนหนึ่งราวกับเป็นสิ่งของโดยที่เจ้าตัวไม่ได้เต็มใจให้ทำอย่างนั้น แต่ด้วยความที่ Cecil ในตอนนั้นไม่ได้ไปที่ซาราวักเพื่อทำงานในฐานะนักมานุษยวิทยา จึงเป็นข้อถกเถียงขึ้นมาว่า จำเป็นหรือไม่ที่ผู้ที่เรียนมานุษยวิทยาหรือกระทั่งผู้ที่กล่าวได้ว่าเป็นนักมานุษยวิทยาแล้วจะต้องเป็นนักมานุษยวิทยา

โดยส่วนตัวแล้ว การ “เป็น” อะไรสักอย่างอันเป็นสถานะทางสังคมนั้นคงไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งนั้นตลอดเวลา เพราะหากทำเช่นนั้นก็คงไม่ต่างอะไรกับการลดทอน “ความเป็นมนุษย์” ของตัวเองที่ย่อมต้องมีพฤติกรรมอารมณ์ความรู้สึกตามปรกติ (กระแสหลักอันยากจะควบคุมที่ฝังอยู่ในระกับจิตสำนึก) แบบคนทั่วไป แต่ในกรณีที่ Cecil ทำกับ Selima นั้น สิ่งไม่ดีที่ไม่ว่าจะในฐานะ “นักมานุษยวิทยา” หรือ “มนุษย์ธรรมดา” ก็ไม่ควรทำก็คือการสนใจแต่ความต้องการของตัวเองโดยเพิกเฉยละเลยซึ่งความรู้สึกของคนอื่นนั่นเอง

5. การกลืนกินวัฒนธรรมด้วยการศึกษา

ภารกิจ (mission) หลักของ John ก็คือการให้การศึกษา (แบบที่ชาวอังกฤษมี) กับชาว Iban ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่มีมาก่อนแล้ว เห็นได้จากการที่ Belansai สามารถท่องชื่อกษัตริย์อังกฤษได้รวมทั้งยังบอกได้ว่า John พลาดชื่อราชินีอังกฤษคนไหนไป นั่นหมายความว่า ภารกิจของ John ก็คือการทำให้การศึกษาที่มีอยู่นั้นเป็นระบบ (มีประสิทธิภาพอันก่อเกิดประสิทธิผล) มากขึ้น

วาระซ่อนเร้นของการศึกษาที่อาศัย “การพัฒนา” เป็นฉากบังหน้าก็คือ “การแทนที่วัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ประกอบสร้างขึ้นมาเป็นตัวตนของคนๆหนึ่งด้วยชุดองค์ประกอบแห่งตัวตนแบบใหม่ และตัวตนแบบใหม่นั้นก็คือตัวตนแบบที่รัฐ หรือผู้ได้ประโยชน์จากตัวตนแบบใหม่นั้นต้องการ” ในบางกรณี การศึกษาก็ทำให้เกิดการ “ผสมกลมกลืน” (Assimilation) ทางวัฒนธรรม แต่บางครั้งก็ทำให้เกิด “ความขัดแย้ง” (Conflict) ทางวัฒนธรรมได้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ล้วนส่งผลต่อ “สำนึก” ที่ปัจเจกผู้ได้รับการศึกษานั้นมีต่อ “อัตลักษณ์” ของตนเอง

คำถามที่ Belansai ถาม John ทำนองว่าทำไมเขาจะต้องรู้ชื่อกษัตริย์อังกฤษเป็นคำถามที่สำคัญมากเมื่อมองด้วยแว่นแห่งสังคมวิทยาการศึกษา เมื่อมองด้วยใจเป็นกลาง กรณีนี้ถือว่าจ้าวอาณานิคมล้มเหลวในเรื่องการทำให้ชาว Iban เห็นความจำเป็นของการศึกษาแบบที่อังกฤษนำเข้ามา ในขณะเดียวกัน ด้วยคำถามเดียวกันนั้นก็สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาแบบอังกฤษนั้นไม่ “ตอบโจทย์” การดำเนินและดำรงชีวิตของชาว Iban นั่นเพราะ “ความรู้” หรือ “ความจำ” ที่ได้จากการศึกษาดังกล่าวไม่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมของชาว Iban การศึกษาดังกล่าวไม่ได้มีจุดมุ่งหมายให้ชาว Iban ได้เจริญเติบโตเป็นชาว Iban อย่างสมแก่สภาพแวดล้อมและวิถีการดำรงชีวิตหรือสังคมของชาว Iban แต่เป็นการศึกษาที่มุ่งเปลี่ยนชาว Iban ให้กลายเป็นสิ่งที่ Belansai เรียกว่า “little Englishmen” อันคงมิได้หมายความเพียงว่า “ชาวอังกฤษตัวเล็กๆ” แต่ฟังแล้วน่าจะตีหมายความได้ลึกถึงขั้นว่าเป็น “มนุษย์ตัวเล็กๆ (มีสิทธิ์เพียงกระเหม็ดหระแหม่หรือถึงขั้นไร้สิทธิ์) ที่อยู่ในเงาครอบงำของความเป็นอังกฤษ”

โดยส่วนตัวแล้ว เป้าหมายที่ควรเป็นในการให้การศึกษาก็คือควรให้การศึกษาที่ “ตอบโจทย์” ความจำเป็นในการดำรงชีวิตโดยยึดสภาพแวดล้อมทั้งทางธรรมชาติและสังคมวัฒนธรรมของผู้ได้รับการศึกษาเป็นที่ตั้ง มิใช่เอาสภาพแวดล้อมดังกล่าวของสังคมในส่วนที่ให้ค่ากันเองว่า “เจริญแล้ว” เป็นหลัก

6. Sleeping Dictionary: สตรีผู้ควบคุมอำนาจในการถ่ายทอดวัฒนธรรม

คุณสมบัติประการหนึ่งของวัฒนธรรมก็คือ “สามารถถ่ายทอดส่งผ่านได้” และเมื่อมองไปยังโลกที่มี “ภาษา” เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารถ่ายทอดสิ่งต่างๆ คงไม่เป็นการเกินจริงหากจะกล่าวว่า “ผู้ควบคุมการภาษาคือผู้มีอำนาจเหนือวัฒนธรรม” และเมื่อเป็นเช่นนั้น Sleeping Dictionary อย่าง Selima ก็คือผู้มีอำนาจนั้นนั่นเอง

บทสรุป: The Sleeping Dictionary ในประเทศไทย

ประเทศไทยยุคก่อนรัตนโกสินทร์รวมทั้งรัตนโกสินทร์ตอนต้น (หรือกระทั่งตอนกลางๆอย่างสมัยรัชกาลที่ห้า) ล้วนมีลักษณะของการขยายอำนาจด้วยการ “ล่าอาณานิคมภายใน” โดยมีทั้ง “ความรุนแรงทางตรง” “ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง” และ “ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือ ด้วยความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่ให้ค่าบุญญาบารมีแก่กษัตริย์ผู้สามารถขยายดินแดนให้กว้างใหญ่ไพศาล บุรพกษัตริย์องค์แล้วองเล่าล้วนใช้ความรุนแรงทางตรง (สังเวยเลือดไพร่มากมายในการกรีฑาทัพเข้ายึดครอง) เชิงโครงสร้าง (การสร้างระบบการส่งเครื่องบรรณาการและการจำกัดอำนาจในการเคลื่อนไหวด้วยข้อระเบียบต่างๆหรือกลายเป็นกฎหมายในเวลาต่อมา) ต่อมาเมื่อคิดใช้การศึกษาแบบตะวันตกเพื่อแสดงความเป็นอารยะอันทัดเทียม การศึกษาดังกล่าวก็ล้วนเป็นไปเพื่อเปลี่ยนทุกความแตกต่างในอาณาจักรให้กลายเป็น “little Thais” อย่างที่ความหลงตัวเองของชนชั้นอำนาจในส่วนกลางอยากให้เป็น การตัดสินใจ (จำใจ?) อยู่ร่วมกับ “โลกาภิวัฒน์” ด้วยการทำสนธิสัญญาเบาวน์ริ่งได้เปิดทางให้ค่านิยมตะวันตกมากมายหลั่งไหลเข้ามา หนึ่งในนั้นย่อมไม่พ้นอุดมคติทางเพศแบบ Victorian ที่ไม่มีการปรับใช้ สิ่งที่คงไว้คือการใช้ “พฤติกรรมทางเพศ” เป็นตัวชี้วัดคุณค่ามนุษย์ ทั้งยังช่วยส่งเสริมผู้ชายที่ใช้เครื่องเพศอย่างุสุรุ่ยสุร่ายให้กลายเป็น “ขุนแผน” อย่างลอยหน้าลอยตา ตีตราผู้หญิงที่มีพฤติกรรมทางเพศในแบบเดียวกับขุนแผนเหล่านั้นให้กลายเป็น “โมรากากี” เพศที่สามทั้งหลายกลายเป็นความ “วิปริต” ที่ใช้เวลานานมากกว่าจะพอได้มีคุณค่า (ทางลมปาก) อย่างมนุษย์ ทั้งสิ่งที่ดูพอจะกลายเป็น Sleeping Dictionary สตรีผู้มีอำนาจในการควบคุมการถ่ายทอดวัฒนธรรมก็กลับถูกตีตราว่าคือ “ผู้หญิงที่อยากมีผัวฝรั่งเพื่อยกระดับฐานะทางการเงินของตัวเอง”

**ถอดแว่น**ถอดแว่น**ถอดแว่น**ถอดแว่น**ถอดแว่น**ถอดแว่น**ถอดแว่น**ถอดแว่น**ถอดแว่น**

10 comments to โลก-นอก/ใน-หนัง : The Sleeping Dictionary

  • Jo

    **สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**

    **ถอดแว่น**ถอดแว่น**ถอดแว่น**

    **สวมแว่น**สวมแว่น**สวมแว่น**

    อุ๊บส์ส์ส์ ขาแว่นจิ้นตา

    พี่ปราชญ์ครับ ผมมีปัญหาและมีคำถามครับ

    1.
    ปัญหาคือ
    ผมใส่ๆถอดๆแว่นไม่ได้อ่ะครับ
    ของผมมันไม่ใช่แว่น มันคงเป็นแก้วตาครับ ถอดออกไม่ได้ ใส่เข้าไปไม่ได้

    ลองมาดูภาพที่เห็นจากแก้วตาขุ่นๆของผมแล้วกันนะครับ

    พอผมเห็นประโยคโปรยตอนเริ่มหนังที่พี่ใส่มา ภาพในหัวของผมที่มีต่อหนังเรื่องนี้ก็เปลี่ยนไป (แต่ความรัญจวนของ Selima ยังอยู่นะครับ)
    (เฮ้ย มาถึงตรงนี้ ผมพึ่งสังเกตว่าผมไม่ได้มองมันผ่านตานี่หว่า แสดงว่าผมไม่มีทั้งแว่นตาและแก้วตา ผมมองมันด้วยอะไรใครรู้ช่วยบอกที)

    ผมเห็น(???)ว่า
    หนังพยายามเสนอภาพของ native ในอีกด้านหนึ่ง ซึ่งต่างกับการมองของ colonist โดยสิ้นเชิง

    นั่นคือเขาพยายามที่จะเสนอภาพของ native ในฐานะที่เป็น subject หรือเรียกว่า agency น่าจะโอเคกว่ามั้งไม่แน่ใจ
    ต่างกับการเห็นว่าพวกเขา/เธอเป็น object อย่างที่ colonist มอง

    ซึ่ง agency นั้นก็สามารถที่จะท้าทายต่อความรุนแรงทั้งหลายของ colonist ที่มีได้
    ผ่านเจ้าหน้าที่ของอาณานิคม (ซึ่งหมายความว่าเป็นตัวแทนอำนาจของเจ้าจักรวรรดิโดยตรง)ในการ

    ท้าทายต่อความรุนแรงเชิงโครงสร้างโดยการปล่อยนักโทษประหาร(ที่ตัวเองตัดสินเอง)ออกไป

    ท้าทายต่อความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมในการทำลาย เขื่อนที่เรียกว่า คติทางเพศหรือการควบคุมทางเพศของตนที่พระเอกนำเข้ามา ให้แตกทะลัก(มีความนัย)กระทั่งการยอมเปลี่ยนตัวเองจากความ “ศิวิไลซ์” มาอยู่แบบ “ไม่ศิวิไลซ์” (แม้มันจะน่าตลกตรงที่สิ่งซึ่งช่วยให้เขาทั้งคู่พ้นมาจากการรุกรานของความ ศิวิไลซ์นั้นในวินาทีสุดท้ายก็คือปืน-ตัวแทนของความศิวิไลซ์ และ agency คนสำคัญนั้นมีเลือดครึ่งหนึ่งที่เป็นของคนศิวิไลซ์)

    ช่วงนี้ผมออกจะโรแมนติคไปนิดนะครับ ฮิฮิ

    ส่วนที่พี่บอกว่า “ผู้ควบคุมการภาษาคือผู้มีอำนาจเหนือวัฒนธรรม” นั้น แจ๋วไปเลยครับ

    2.
    คำถามก็คือ

    ผมสงสัยอะไรอยู่อย่าง
    เทือกๆกับที่ผมบอกว่าพึ่งเห็นไปนั่นแหละ

    การดูหนังรักพล็อตน้ำเน่าในวันก่อนวาเลนไทน์
    ชายหนุ่มโรแมนติคอย่างผมจะสงสัยอะไรอื่นไปได้ล่ะครับ

    พี่คิดว่า
    เราเปลี่ยนตัวเองไปเมื่อรักใครซักคน ?
    หรือใครซักคนเปลี่ยนตัวเองไปเมื่อเรารัก ?
    หรือใครซักคนเปลี่ยนตัวเองไปเมื่อรักเรา ?
    หรือเราเปลี่ยนตัวเองไปเมื่อใครซักคนมารัก ?
    หรือเราทั้งคู่เปลี่ยนไปเมื่อรักกัน ?
    หรือเราทั้งคู่เปลี่ยนความรัก ?

    ครับ

  • เห็นด้วยเรื่องที่ Natives เป็น Agency ที่สามารถท้าทายอำนาจครับ และนั่นทำให้รู้สึกขัดใจกับการที่นางเอกเป็นลูกครึ่งอยู่ไม่น้อยทีเดียว มันให้ความรู้สึกเหมือนการที่พ่อของน้องกะทิ ["นังเอก" ในเรื่อง "ความสุขของกะทิ" anka (as never known as) "ความดัดจริตของชนชั้นกลาง"] เป็นคนพม่าแต่ก็ยังเป็นพม่าที่จบการศึกษาในประเทศอังกฤษยังไงยังงั้นเลย ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องให้นางเอกในเรื่องเป็นลูกครึ่งด้วย จะตอบด้วยคำว่า “น้ำเน่า” คำเดียวก็คงพอได้ แต่แบบ…ถ้ามองด้วยแว่นแห่งการมองโลกในแง่ร้าย ทำแบบนั้นมันก็เหมือนบอกว่า Hero ต้องมีเลือดศิวิไลซ์นั่นแหละครับ

    ส่วนไอ้เรื่องความรักกับการเปลี่ยนแปลงนี่ อันนี้คงตอบแบบให้มันเป็น universal หรือ general ยากครับ ขอตอบแบบตามประสบการณ์และความเป็น “ตัวเอง” แล้วกัน อนึ่ง จะเป็นการตอบบนฐานที่ถือว่า “ใครซักคน” นั้นก็มีความเป็น “ตัวเอง” ของเขาอยู่นะครับ

    ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายเมื่อเห็น”ตัวเอง” หรือ “คนอื่น” หรือ “ใครซักคน” ต้องปะทะสังสรรค์กับ “สิ่งที่คนๆหนึ่งเรียกมันว่ารัก” คำถามของโจ้ทำให้ย้อนกลับไปคิดถึงความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอย่างจริงจังและทำให้คิดขึ้นมาได้ว่าไม่มีใครเปลี่ยนแปลง “ตัวเอง” แต่ทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นกลับยิ่ง “สะท้อนความเป็นตัวเอง” ของแต่ละคนออกมา ทุกการเปลี่ยนแปลงนั้นล้วนแสดงถึงทัศนคติที่คนๆหนึ่งมีต่อ “สิ่งที่คนๆหนึ่งเรียกมันว่าความรัก” และวิธีที่จะปฏิบัติต่อมันตาม “แรงขับ” ของอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อ “สิ่งที่คนๆหนึ่งเรียกมันว่ารัก” ในขณะนั้น

    การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเป็นเพียงกระบวนการที่เกิดขึ้นบนฐานของความเป็น “ตัวเอง” ถ้าเรายอมเปลี่ยนนิสัยหรืออะไรต่อมิอะไรเพื่อ “ช่วงชิง” เพื่อ “ครอบครอง” หรือเพื่อ “รักษา” หรือเพื่ออะไรก็ตามต่อความรัก ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นก็คือ “ตัวเอง” ของแต่ละคนนั่นเอง ซึ่งบางคนอาจจะเรียกว่านั่นคือการ “เปลี่ยนตัวเอง” แต่ผมคิดว่าไม่ครับ

    คำถามสุดท้ายของโจ้ที่ว่า “หรือเราทั้งคู่เปลี่ยนความรัก?” นั้นน่าสนใจมากครับ และผมคิดว่าการเปลี่ยน “ความรักของแต่ละคน” ให้เป็น “ความรักของเราสองคน” นั้นเป็นสิ่งจำเป็นมากในกรณีที่เราต้องการจะรักษา “ปฏิสัมพันธ์แห่งรัก” ของเราไว้

    ฟังโจ้ถามถึงเรื่องความรักแล้วก็นึกถึงส่วนหนึ่งในบทพรรณนาเมื่อโบราณกาลของตัวเองขึ้นมา เลยอยากเอามา “อวด” และ “เตือนใจ”

    “ถึงแม้ว่าชีวิตของผมจะพังทุกครั้งที่มีปัญหาเรื่องความรัก แต่ผมก็ยังกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า “ความรักคือปัญหาที่เล็กที่สุดในชีวิต” นั่นเพราะผมรู้ดีว่าสิ่งที่ทำให้ผมพังไม่ใช่ความรักที่ไม่สมหวัง แต่มันพังเพราะผมซึ่งไม่สมหวังในความรักต่างหากที่ทำให้ชีวิตของตัวเองพัง

    แม้จะกินไม่ได้ ไม่ให้สารอาหาร ไม่ทำให้ท้องอิ่ม แต่ความรักก็ยังเป็นที่ปรารถนาและเชื่อว่าทำให้ชีวิตของหลายๆคนดำเนินต่อไปได้ เป็นแรงผลักดันอันน่าอัศจรรย์ให้แก่ชีวิตของหลายๆคน แม้รักไม่ได้เป็นผู้สร้าง แต่มันก็ไม่ได้เป็นผู้ทำลายเช่นกัน ลำพังตัวของความรักเองนั้นไม่สามารถจะไปทำร้ายใครได้เลย ผู้ที่ถือความรักไว้ต่างหากที่นำมันมาทำร้ายตัวเองแล้วก็โยนความผิดให้กับมัน ทั้งๆที่มันก็อยู่ของมันเฉยๆ และถูกเหวี่ยงไปมาตามอารมณ์ของผู้ที่ถือมัน

    ความรักก็เหมือนมีด เอามาปักที่อกก็ต้องเจ็บเป็นธรรมดา อยู่ที่ว่าจะเร็วหรือช้าเท่านั้นเอง

    ระยะห่างที่พอดีและเหมาะสมจะทำให้ชีวิตมีความสุข ไม่เพียงแต่ระหว่างคนสองคน ไม่เพียงระหว่างคุณกับคนรัก มันเป็นความจริงที่ใช้ได้แม้กระทั่งระหว่างคุณกับความรัก ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องนำความรักมาผูกติดไว้กับตัวเรา และเช่นเดียวกัน ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องเอาความรักของเราไปผูกไว้กับใคร เพียงแต่คุณตั้งมันไว้ในที่ที่อยู่ในสายตาคุณ ตั้งไว้ในที่ที่คุณสามารถจะดูแลเอาใจใส่มัน ตั้งไว้ในที่ที่คุณสามารถจะประคับประคองมันไว้ได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่มันจะตกหล่นและแตกสลายไป

    ผมคิดว่าทุกๆคนย่อมต้องอยากจะเสาะแสวงหาที่ที่สามารถวางความรักไว้ได้อย่างมั่นคง แต่ในความเป็นจริงนั้น ไม่ว่าคุณจะเสาะแสวงหาที่วางอย่างไร ที่ที่คุณพบก็จะมีแต่เพียงหน้าผาสูงชัน และความรักนั้นมักจะตั้งอยู่อย่างหมิ่นเหม่ที่สุดปลายเรียวเล็กของชะง่อนผา นั้นเสมอ มันจะตั้งอยู่โดยมีสายลมแห่งอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดจากการกระทำของคนสองคนที่สร้างมันขึ้นมาพัดอยู่ตลอดเวลาโดยมีมันอยู่ตรงกลาง สายลมที่พัดมาอย่างพอดีจะทำให้มันตั้งอยู่อย่างมั่นคง ถ้าลมทั้งสองสายนั้นพัดมาอย่างไม่สมดุล มันก็จะเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งและมีอันต้องตกลงสู่หุบเหวลึกที่เบื้องล่าง

    แต่ความรักไม่ใช่วัตถุทั่วไป มันจะไม่ร่วงหล่นสู่พื้นในทันที มันใช้เวลานานมากกว่าที่จะตกถึงพื้น คุณมีเวลามากมาย บางทีอาจจะทั้งชีวิตด้วยซ้ำที่จะคว้าจับมันอย่างระมัดระวังและนำกลับไปวางไว้บนชะง่อนผานั้นตามเดิม นั่นทำให้หลายคนชะล่าใจและรู้สึกว่าจะไปคว้ามันทีหลังก็ยังไม่สาย แต่พึงระวังให้ดี ผมได้บอกไปแล้วว่ามันตั้งอยู่ได้เพราะสมดุลของสายลมแห่งอารมณ์สองสาย เพราะฉะนั้น เมื่อลมสายหนึ่งไม่พัด ลมอีกสายก็สามารถที่จะส่งมันลงสู่หุบเหวเบื้องล่างได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย และเมื่อใดก็ตามที่มันตกถึงพื้น ความเปราะบางของมันจะทำให้มันแหลกสลายราวกับวัตถุที่ถูกทำลายจนถึงระดับปรมาณู ความรักของคุณจะสูญสลายไปตลอดกาลและคุณจะไม่มีวันได้พบกับมันอีกเลย

    เมื่อเวลานั้นมาถึงจริงๆแล้ว…
    แม้เพียงเสียงแตกสลายของมันคุณก็ไม่มีวันได้ยิน…”

    รัก…คำอัศจรรย์ มากความหมาย หลากหลายรูปแบบ แต่ไร้แล้วซึ่งคำจำกัดความ

    รักษาและทำความเข้าใจความรักที่คุณ “สร้าง” ขึ้นมาให้ดีครับ ไม่ว่าคุณจะสร้างมันขึ้นมาคนเดียวหรือมีใครร่วมกันสร้างกับคุณก็ตาม

  • 1. ผมว่า การ “สวมแว่น” หรือ “ถอดแว่น” ที่ คุณปราชญ์ฯ กล่าวถึง คงคล้ายๆกับที่เราคุยกันในวันนั้นหลังชมภาพยนตร์ ว่า “นักมานุษยวิทยา” ต้องมีความเป็น “นักมานุษยวิทยา” ตลอดเวลาด้วยหรือไม่?

    2. คำว่า subject กับ object ดูเปนคำที่มีปัญหาอยู่พอสมควรเลยครับ และผมคิดว่า ผมยังไม่มีความรู้พอที่จะจัดการกับประเด็นนี้ได้ในขณะนี้

    3. ส่วนเรื่องนางเอกในเรื่องเปนลูกครึ่งนั้น ผมเห็นว่ามันเปนการ “ขับเน้น” ให้เกิด “ความเด่น” (ซึ่งไม่ได้มีนัยยะตามวิธีคิดแบบอาณานิคม) แต่เปนความเด่นที่ทำให้นางเอกรู้สึกดูคล้ายๆกับ “เปนคนอื่น” และ “แปลกแยก” ต่อคนทั้งสองกลุ่ม กล่าวคือ ทั้งเปนคนอื่นและแปลกแยก ต่อ natives พร้อมๆกับ การเปนคนอื่นและแปลกแยกต่อ “ฝรั่ง/เจ้าอาณานิคม”

    4. ส่วนเรื่อง เปลี่ยน/ไม่เปลี่ยน นั้น.. ผมว่า ไม่ต้องเฉพาะเจาะจงไปที่คำว่า “รัก” หรอกครับ ผมเห็นว่า ในคำถามต่างๆนาๆของคุณโจ้ หากจัดการเปลี่ยนคำว่า “รัก” เป็นคำอื่นๆ มันก็ยังเป็นคำถามที่ฟังขึ้นและมีแนวโน้มจะเป็นไปได้มากมายเลยล่ะครับ ขณะที่ในคำตอบของคุณปราชญ์อาจเฉพาะเจาะจงกว่า เพราะได้พรรณนามาค่อนข้างยาวและมีรายละเอียด(รวมไปถึง อาจเรียกว่า “ประสบการณ์” กระมัง) ส่วนประเด็น “สะท้อนความเป็นตัวเอง” ของคุณปราชญ์ ผมก็ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะมันอาจเป็นไปได้ทีจะ “สะท้อน” ออกมา แต่ในแง่หนึ่ง มันก็เปนไปได้มิใช่หรือ ที่คนเราจะ “สร้าง” ความเป็นตัวเองขึ้นมาใหม่ ขึ้นมาใหม่ ขึ้นมาใหม่ อยู่ตลอด.. หรือ สร้างใหม่ ตราบเท่าที่เราเจออะไรใหม่ๆ.. แล้วพอคิดไปคิดมา การ “สะท้อน” มันจึง ไม่ได้ “สะท้อนความเป็นตัวเอง” แต่มันกลับเป็นการ “สร้างภาพตัวแทน” หรือ “แสดงแทน” “อะไรบางอย่าง” ซึ่งไม่ว่า จะเป็น “ตัวเอง” หรือไม่ ก็ตาม ออกมาให้ อีกคน/คนอื่น ได้เห็นมัน

  • อีกหน่อยครับ..

    จากบทความ ผมว่า คุณปราชญ์ยังไม่สามารถโน้มน้าวให้ผม “อิน”/”เข้าใจ”/”รู้สึก” ไปได้ว่า sleeping dictionary (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Selima) มีฐานะเป็นถึง “สตรีผู้มีอำนาจในการควบคุมการถ่ายทอดวัฒนธรรม” (ถึงแม้ผมจะค่อนข้างเห็นด้วยและคล้อยตามกับ “ผู้ควบคุมการภาษาคือผู้มีอำนาจเหนือวัฒนธรรม” ก็ตาม — คิดว่าคุณปราชญ์ พิมพ์คำว่า “ใช้” ตกไป — ถ้าไม่ใช่ ต้องขออภัย)

    อาจกล่าวไ ด้ว่า sleeping dicฯ มีอำนาจในการถ่ายทอดวัฒนธรรม ก็คงจะจริง.. แต่ “ควบคุม” การถ่ายทอดวัฒนธรรมเลยหรือไม่? ผมไม่แน่ใจ
    และปัญหาอีกประการมันอยู่ที่ว่า.. “ถ่ายทอดวัฒนธรรม” มันกินความกว้างขวางและตื้นลึกเพียงไร หรืออีกนัยหนึ่ง sleeping dicฯ ถ่ายทอดวัฒนธรรมให้ “ใคร” บ้าง?

    ผลักไปอีกนิด.. ถ้าผมจะบอกว่า การ “ถ่ายทอดวัฒนธรรม” มันมี.. ใช่.. แต่.. ผู้รับ ใช่ว่าจะรับเอาไปทื่อๆดื้อๆ อย่างไม่เลือกที่จะรับ หรือดัดแปลงเลย มิใช่หรือ? ถ้าเปนเช่นนี้ ถึงแม้ว่า ใครบางคน จะสามารถ ควบคุมการถ่ายทอดวัฒนธรรมได้ แต่ใช่ว่า จะคุมวัฒนธรรม/มีอำนาจเหนือวัฒนธรรม ได้

    ประเด็นสุดท้าย (เท่าที่คิดได้ตอนนี้) ขอ quote นะครับ
    “ผู้ชายที่ใช้เครื่องเพศอย่างุสุรุ่ยสุร่ายให้กลายเป็น “ขุนแผน” อย่างลอยหน้าลอยตา”
    ผมว่า..การใช้คำ(และความหมาย/นัยยะของคำ) “สุรุ่ยสุร่าย” และ “ลอยหน้าลอยตา” (ซึ่งดูมีนัยยะเชิงลบ) ของคุณปราชญ์ มันดู Victorian ไม่มากไม่น้อยไปกว่าสิ่งที่คุณปราชญ์กำลังวิจารณ์อยู่เลยนะครับ

  • ปราชญ์ วิปลาส

    อื่มๆ…ไม่ตกครับ ไม่ตกคำว่า “ใช้” ผมตั้งใจใช้คำว่า “การภาษา” เลยครับ ไม่แน่ใจว่ามีใครเค้าใช้คำนี้กันรึเปล่า ถ้ามีอยู่ในทางสากลแล้วความหมายไม่ใช่อย่างที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ก็ขอโทษด้วยครับ

    ผมใช้คำว่า “การภาษา” ในฐานะว่ามันคือ “กระบวนการทางภาษา” ทั้งมวล ซึ่งผมว่า “การใช้ภาษา” ก็เป็นส่วนหนึ่งใน “การภาษา” และเป็นส่วนที่ทำให้ผู้ควบคุมการภาษามีอำนาจเหนือวัฒนธรรมครับ

    ส่วนที่ผมบอกว่ามีอำนาจเหนือนั้นผมพูดถึงเฉพาะด้านของผู้ที่ถ่ายทอดมันครับ จึงอาจจะตกหล่นในประเด็นที่ม่อนกล่าวไป ผมอาจเข้าใจคำว่า “มีอำนาจเหนือ” ไม่ดีเพียงพอ และถ้าการมีอำนาจเหนือนั้นหมายถึงต้อง “ได้ผลอย่างใจ” ผู้ถ่ายทอดด้วยผมก็คงผิดไปแล้วในบริบทนี้ครับ

    การที่ผมมองว่า Sleeping Dictionary เป็นผู้ถ่ายทอดวัฒนธรรมนั้นผมหมายความถึงการถ่ายทอดวัฒนธรรมให้กับ Colonists ครับ (จริงๆประเด็นนี้ก็ตั้งใจจะพูดในบทความครับ แต่แบบ ขี้เกียจแล้ว :P ) เพราะถ้าในส่วนของ Natives เอง กระบวนการถ่ายทอดวัฒนธรรมย่อมน่าจะเกิดขึ้นอยู่ทุกๆวันโดยตัว Natives ทุกคนเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นว่าต้องเป็น Sleeping Dictionary แต่อย่างใด และเมื่อมองอย่างนั้น เมื่อ Sleeping Dictionary เป็นผู้ถ่ายทอดวัฒนธรรม Iban ให้กับ Colonists ผมก็คิดว่า ตัว Sleeping Dictionary นี่เป็นผู้มีอำนาจเหนือวัฒนธรรมครับ กล่าวคือจะใช้ภาษาอย่างไรก็ได้ในการทำให้ Colonists เข้าใจวัฒนธรรมของ Iban ในแบบอย่างที่ตัว Sleeping Dictionary ต้องการ (หรือเข้าใจ)

    กรณีนี้ผมว่าน่าสนใจนะครับ อยากให้นึกถึงฉากต้อนรับพระเอกที่มีผู้หญิง Iban คนหนึ่งออกไปใส่หน้ากากไม้สวมหมวกที่ดูยังไงก็คล้ายคนอังกฤษแล้วทำเท่าเดินซ้ายขวาซ้ายแล้วต่อด้วยท่าตีกอล์ฟ Belansai อธิบายให้ John ฟังว่านั่นเป็น “การเต้นรำโบราณ” ของชาว Iban (โกหกชัดๆ) ตรงนี้มันน่าเสียดายตรงที่หนังไม่ได้เล่นประเด็นต่อไปว่าพระเอกเชื่อหรือไม่ ซึ่งอาจจะเป็นตัวแปรที่ช่วยขยาย “การมีอำนาจเหนือวัฒนธรรม” ของผู้ควบคุมการภาษาในแบบที่ผมคิดได้ครับ

    กรณีตั้งข้อสังเกตถึงความ Vicrotian ในประโยคของผม ผมก็คงดู Victorian อย่างนั้นจริงๆถ้าผมพูดแค่ประโยคนั้นออกมาประโยคเดียว แต่นอกจาก “ผู้ชายที่ใช้เครื่องเพศอย่างุสุรุ่ยสุร่ายให้กลายเป็น “ขุนแผน” อย่างลอยหน้าลอยตา” แล้ว ผมยังมี “ตีตราผู้หญิงที่มีพฤติกรรมทางเพศในแบบเดียวกับขุนแผนเหล่านั้นให้กลายเป็น “โมรากากี”” และ “เพศที่สามทั้งหลายกลายเป็นความ “วิปริต” ที่ใช้เวลานานมากกว่าจะพอได้มีคุณค่า (ทางลมปาก) อย่างมนุษย์” ความตั้งใจในตรงนี้ของผมก็คือแสดงให้เห็นถึงการใช้ “พฤติกรรมทางเพศ” เป็นการตัดสินหรือให้ค่าคน ทั้งยังเป็นการให้ค่าแบบมีอคติต่อกันและไม่เกิดความเท่าเทียมกันครับ

    บอกตามตรงว่า ถ้ามันกดทุกคนไว้เท่ากัน ผมอาจสบายใจกว่าการที่มันกดคนต่างกันแบบนี้ครับ เพราะถ้ามันกดทุกคนไว้เท่ากัน “แนวโน้ม” ที่ความสนใจของคนถูกกดจะมุ่งไปยังตัวคนที่สร้างอำนาจนั้นๆขึ้นมากดจะสูงกว่า และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงต่างๆได้เร็วกว่า ไม่ใช่ต้องคอยมาทะเลาะกันเองระหว่างใครก็ตามที่แท้จริงแล้วต่างก็ถูกครอบงำไว้เหมือนๆกัน

  • themadmon

    1. เรื่องอำนาจเหนือวัฒนธรรมที่คุณปราชญ์ฯเสนอ ในภาษาของผม ขออนุญาตใช้ว่า การแสดงภาพ/ฉายภาพ ส่วนใดส่วนหนึ่ง ของวัฒนธรรม(นั้นๆ) ให้ปรากฏแก่ “คนอื่น” (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นภาพที่จริงจริงจริง แต่เป็นภาพอะไรก็ได้ อาจสร้างใหม่ก็ได้ ฯลฯ) และไม่ว่าผู้ฟัง/ผุ้รับ (ในเรื่องนี้ก็คือ ตัวเอกซึ่งเป็นฝรั่งผิวขาว) จะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่ ผู้รับ/ผุ้ฟังย่อมผลิตความหมายขึ้นมา หรือก็คือ สร้างภาพแทนวัฒนธรรมนั้นๆในแบบที่ตัวเองเข้าใจ (ซึ่งในแง่นี้ ก็อาจหมายความได้ว่า คนผุ้นั้นเชื่อ และ ไม่เชื่อก็ได้)

    2. ส่วนเรื่อง คำ และ ประโยค ที่ใช้นั้น ผมเข้าใจว่าคุณปราชญ์ฯ มุ่งประเด็นไปที่ การใช้พฤติกรรมทางเพศตัดสิน แต่.. สิ่งที่ผมพยายามจะเสนอ (และได้เสนอไปแล้วแต่อาจไม่ชัดเจนพอ) ก็คือ ในการกล่าวเช่นนั้น มัน “ดูราวกับว่า” คุณปราชญ์ฯ ก็กำลัง “เหยียดกด” ความเป็น/คนที่มีพฤติกรรมในแบบที่เรียกว่า “ขุนแผน” (ด้วยคำว่า “สุรุ่ยสุร่าย” และ “ลอยหน้าลอยตา”) น่ะครับ

  • ปราชญ์ วิปลาส

    อื่ม…สำหรับข้อแรกนี่ ก็ใช่อย่างที่ม่อนว่านั่นแหละครับ เป๊ะ!!

    ส่วนข้อสองนี่ เมื่อมองดู “ตามรูปประโยค” แล้วผมก็กดนั่นแหละ (อาจเพราะรู้สึกลึกๆด้วย) แต่เพราะมันไม่แฟร์นั่นแหละ มันแบบ ไม่ชอบอะ ผมชิงชัง “ความเป็นผู้ชาย” ในแบบที่ผมเขียนนั่นมาตั้งแต่สมัยม.ปลายแล้วล่ะครับ แต่จริงๆผมก็เข้าใจอะนะว่าคนเรามันเป็นแบบนั้นเพราะอะไร ก็ไม่ได้รังเกียจรังงอนอะไร ไม่ได้ชิงชังที่ “ตัวตน” ของใครจะเป็นแบบนั้น เพราะแบบ ผมเอง (หรือใครก็ตาม?) ก็เป็นเหยื่อของวัฒนธรรม…เหยื่อของวาทกรรมต่างๆกันไปไม่มากก็น้อย

    แต่ว่า…บางที ขอมองอีกมุมนะครับต่อการใช้ภาษาอันดเหยียดของผม จะมองว่าเป็นการ “แก้ตัว” ก็ได้ แต่ผมว่า มันก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้ “ภาษา” มาเป็นเครื่องมือในการต่อต้านสิ่งที่เราไม่ชอบก็น่าจะได้ใช่มั้ยครับ

    ปล. ฝากถามพี่อาร์ทหน่อยดิว่าแก้ไขเรื่องระยะห่างระหว่างบรรทัดในคอมเมนท์ได้มั้ยอะ หรือไม่ก็สอนวิธีใช่พวก tag html หน่อยอะ

  • ch0M_mphu

    ซึ้งใจจิงจิง ความรักกับชะง่อนผาของพี่หมี ^_^

  • แก้ระยะห่างระหว่างย่อหน้าละ โอป่ะ?

  • ปราชญ์ วิปลาส

    อ้า…ช่ายๆ ผมพูดผิดไป ระหว่างย่อหน้าอะพี่ ไม่ใช่ระหว่างบรรทัด ว่าแต่พี่หายไปไหนอะ ไม่เห็นมาดูหนังเลย

Leave a Reply

 

 

 

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>