กิจกรรมใกล้ ๆ นี้

tusocant เครือข่ายแลกเปลี่ยนข่าวสารทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

ที่สุมหัวแห่งใหม่ ที่อัปเดตกันสม่ำเสมอ (กว่าที่นี่ร้อยเท่า)

เชิญจอย tusocant เครือข่ายแลกเปลี่ยนข่าวสารทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

ที่หนิง tusocant.ning.com (ที่หลัก)
ที่เฟซบุ๊ก www.facebook.com/tusocant (สำหรับแจ้งข่าวสาร + ลิงก์จากหนิง)

มีนักศึกษา อาจารย์ จากหลายสถาบัน ร่วมแจมเป็นร้อยคนแร้ววว~ :)

ใช้ CiteULike เพื่อเก็บรายการเอกสารอ้างอิง

CiteULike เป็น online citation manager ตัวนึงที่ใช้ได้ฟรี (สนับสนุนโดยสำนักพิมพ์ Springer) บรรยายสรรพคุณ อ่านได้ที่ เก็บรายการเอกสารอ้างอิงด้วย CiteULike (โดยคุณ tsvhh)

ความสามารถอีกอันนึงของ CiteULike ที่น่าจะสะดวกดี ก็คือ มันให้เราอัปโหลดแฟ้ม pdf ไปเก็บไว้ที่เว็บไซต์ CiteULike ได้ด้วย (ดูตรง ‘Personal PDF’ ในหน้าแต่ละบทความ) ซึ่งก็ทำให้เราเข้าถึง fulltext ของบทความดังกล่าวได้ทุกที่ที่มีเน็ต

ส่วนรีวิวคร่าว ๆ เคยบล็อกเอาไว้เมื่อตอนปี 1

สำหรับกลุ่มของมานุษยวิทยาท่าพระจันทร์ ลองสร้างไว้ที่ Anthropology Thammasat University: www.citeulike.org/group/5487 ไปลองมั่ว ๆ กันดูได้

มีอะไรให้ถาม หญิง (ปี 2) ดู ตอนนี้เธอท่านก็ใช้อยู่ :p

in search for papers on ‘Ethnography of Online Culture’

Papers on cyberethnography and anthropology of the internet found on this very ‘cyberspace’. Suggestions are always welcome :)

สูด กลิ่น อินเดีย: ข้อสอบนอกห้องเรียนมานุษยวิทยา

“แต่การกลับไปครั้งนี้ ผมทำตามที่สัญญาไว้กับตัวเองว่าจะเคารพอินเดีย น่าแปลกที่นอกจากผมจะไม่คลื่นไส้เมื่อดื่มน้ำในแม่น้ำคงคาแล้ว ผมยังได้ลงชำระล้างร่างกายตัวเองอย่างไม่รู้สึกรังเกียจกลิ่นไหม้และไขมันที่ไหลมาตามน้ำอีกเลย กลับรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำคงคา ราวกับว่าหยาดน้ำได้ชำระมลทินออกจากตัวเราเหมือนกับที่ชาวอินเดียทั่วไปเชื่อถือ “

ประมวล เพ็งจันทร์

เมื่อหลายเดือนก่อน ระหว่างปิดภาคเรียนฤดูร้อน ฉันออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ประเทศอินเดีย นอกจากจะเป็นไปเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการเรียนหนังสือแล้ว ยังถือเป็นการเข้าไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆจากต่างแดนอีกด้วย โดยตั้งใจว่า จะถือเป็นสนามทดลองวิชามานุษยวิทยาที่ไปฝึกฝนมา 1 ปีเต็มมีอะไรติดตัว หัวสมอง และหัวใจบ้าง

แน่นอนว่าหลักสำคัญประการหนึ่งที่นักเรียนมานุษยวิทยาอย่างฉันได้รับการปลูกฝังอยู่เสมอ คือการพยายามทำความเข้าใจมนุษย์โดยปราศจากอคติให้มากที่สุด แม้มันอาจจะเป็นอุดมคติอยู่บ้าง ก็เห็นได้จากบันทึกของมาลินอสกี บิดาของมานุษยวิทยาที่เปิดเผยว่า แท้จริงแล้วเขารู้สึกอย่างไรกันแน่ต่อคนที่เขาเข้าไปศึกษา แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็พยายามทำความเข้าใจคนต่างวัฒนธรรมให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

2 สัปดาห์ในอินเดียเป็นบททดสอบจิตใจของฉันได้เป็นอย่างดี อินเดียในสายตาของฉันไม่ได้โรแมนติกอย่างที่เคยคิดไว้ แต่เป็นดินแดนที่ทำให้ต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนใจด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ติดตัวมาตั้งแต่เมืองไทย จนมาสู่การตั้งคำถามกับตัวเองถึงเหตุผลและที่มาของความรู้สึกที่เกิดขึ้น

อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจแขก

ฉันเตรียมตัวมาตั้งแต่แรกแล้วว่า อินเดียไม่ใช่ที่ที่ควรวางใจใดๆทั้งสิ้น มาอินเดียแล้วไม่ถูกแขกหลอกนั้นถือว่ายังมาไม่ถึง มันเริ่มต้นทันที่เมื่อก้าวออกจากสนามบินกัลกัตตา อดีตเมืองหลวงของประเทศอินเดีย คนขับแทกซี่ที่พยายามโก่งราคาทั้งที่ฉันและเพื่อนอีกสองคนมีบิลจ่ายค่ารถมาตั้งแต่ในสนามบินแล้ว และในวันเดียวกันนี้เอง ตอนที่ซื้อตั๋วรถต่อที่ 1 เพื่อมุ่งสู่เมืองสิริกูรี ต้นท่าก่อนหารถเข้ารัฐสิกขิม จุดหมายปลายทางของทริปนี้  ฉันต้องเผชิญกับแขกที่พากันพุ่งเข้าหานักท่องเที่ยวแบกเป้อย่างเราตลอดเวลา เมื่อเราต้องทำสิ่งที่ในคู่มือท่องเที่ยวโลกเหงาไม่บอกไว้ เราจึงต้องยอมจำนนต่อคนท้องถิ่นที่พยายามเข้ามาช่วยเหลือ เราเดินไปทางซ้าย เขาก็ไปทางซ้าย เราเดินหนีไปสุดขอบโลก เขาก็พร้อมจะตามตลอด เหตุการณ์เดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นซ้ำซากแทบจะตลอดเวลาที่เราเดินอยู่ในกัลกัตตา

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหนื่อย หรืออากาศที่ร้อนกันแน่ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือ โมโห โกรธ ทำไมต้องมาเดินตามกันด้วย พูดไม่รู้เรื่องหรือไง อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ฉันรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคามพื้นที่ส่วนตัวอันแสนปลอดภัยของตัวเองอยู่ วินาที ความคิดที่จะต้องเห็นอกเห็นใจ และพยายามเข้าใจคนที่นั่นอย่างที่เค้าเป็นนั้น มันหายไปซ่อนตัวที่ใดก็ไม่รู้ได้ แต่สิ่งที่ผุดขึ้นมาก็อยู่ระหว่างความไม่ไว้ใจ เพราะรูปร่างหน้าตาของคนแขกไม่เหมือนเรา กล่าวคือ ผิวคล้ำ หน้าดำ แต่งตัวดูสกปรก และมีการตัดสินมาก่อนแล้วว่า คนแขกต้องเป็นคนที่ไว้ใจไม่ได้ น่ากลัว เป็นภาพเหมารวมที่เราพกติดมาด้วย (stereotype) นั่นเอง อ่าน สูด กลิ่น อินเดีย: ข้อสอบนอกห้องเรียนมานุษยวิทยา ต่อ

[31 ก.ค.] “บทบาทผู้หญิงในการเมืองของการเลือกตั้งในหมู่บ้าน: มุมมองทางประวัติศาสตร์”

ขอเชิญผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วมเสวนา

“บทบาทผู้หญิงในการเมืองของการเลือกตั้งในหมู่บ้าน: มุมมองทางประวัติศาสตร์”
(The Role of Women in Village Electoral Politics: A Historical Perspective)

โดย ศาสตราจารย์แคทเทอรีน เอ. บาววี (Katherine A. Bowie)
ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน

ศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2552 เวลา 13:30-15:30 น.
สถานที่ โครงการบัณฑิตศึกษา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ชั้น 3 อาคารเอนกประสงค์ 3 (ตึกหอสมุดเดิม) [แผนที่]

**บรรยายเป็นภาษาไทย**

จัดโดยโครงการบัณฑิตศึกษา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เพิ่มลงปฏิทิน

MA in Digital Anthropology @ UCL

University College London มหาวิทยาลัยยูนิเวอร์ซิตี้คอลเลจลอนดอน (เฮ้ย ชื่อนี้จะแปลยังไง!? มหาวิทยาลัยวิทยาลัยลอนดอน? .. พิลึกน่า~) เปิดหลักสูตรใหม่ มานุษยวิทยาดิจิทัล เริ่มเรียน 28 ก.ย. นี้ (และสมัครเรียนได้จนถึงวันเปิดเรียนโน่น) โดยเปิดคู่กับอีกหลักสูตร คือ MA in Material and Visual Culture

ไปสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วมมา ว่าเขาจะเรียนไรกัน

  1. รายวิชาหลัก มี ทฤษฎีวัฒนธรรมดิจิทัล (theory of digital culture) และ วิธีวิทยาในการศึกษาเทคโนโลยีดิจิทัลและการศึกษาเชิงมานุษยวิทยาว่าด้วยผลที่ตามมาของวัฒนธรรมดิจิทัล (methodology in digital technology and anthropological studies of the consequences of digital culture)
  2. เลือก 3 จากรายวิชาเหล่านี้
    • มานุษยวิทยาสื่อและการบริโภค (Anthropology of Media and Consumption)
    • มานุษยวิทยาศิลปะและการออกแบบ (Anthropology of Art and Design)
    • มานุษยวิทยาความคิด (The Anthropology of Mind)
    • วัฒนธรรมทางสายตาอาณานิคมและหลังอาณานิคม (Colonial and Post–Colonial Visual Culture)
    • มานุษยวิทยาสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง (Anthropology of the Built Environment)
    • มานุษยวิทยาพิพิธภัณฑสถานและมรดกทางวัฒนธรรม (Museum Anthropology and Cultural Heritage)
    • มานุษยวิทยาภูมิทัศน์ (Anthropology of Landscape)
    • เทคโนโลยีของภูมิภาคที่สนใจ (Technology of a Selected Region)

ใครสนใจ ไปดูต่อได้ที่ http://www.ucl.ac.uk/anthropology/digital-anthropology/

ผู้ดูแลหลักสูตรคือ Daniel Miller ซึ่งเคยได้ยิน (น่าจะจากยุกติ) ว่าเขาทำพวก material culture และ visual culture ดูในหน้าหลักสูตร บอกว่าตอนนี้กำลังทำโครงการเรื่อง Facebook กะเว็บแคม กับแรงงานฟิลิปปินส์ในลอนดอนกับครอบครัวที่ฟิลิปปินส์ (น่าจะมาเจอแคมฟร็อกเมืองไทยมั่ง :p)

ทัวร์ไหว้เจ้าสงกรานต์

ผมอยู่เมืองจีน มาเที่ยวกับที่บ้าน ภารกิจที่เลี่ยงไม่ได้

ผมอยากจะเรียกทริปนี้ว่าเป็น ทริปจาริกแสวงบุญ ผมเขียนบันทึกนี้ในคืนที่สองที่เมืองจีน ในเวลาสองวัน ผมคาดว่าพวกเราตระเวนไหว้พระไหว้เจ้าไปแล้วไม่ต่ำกว่ายี่สิบศาลเจ้า เจ้าแม่กวนอิม ไฉ่ซิงเอี้ยะ กวนอู และสารพัดเทพเจ้า เฉพาะครอบครัวผมที่มากันสี่คน หมดธูปไปแล้วห่อกว่า ๆ เทียนอีกหลายเล่ม และไหนธูปขนาดใหญ่พิเศษสำหรับไหว้ศาลเจ้าสำคัญ

สมาชิกในทริปนี้คาดว่าทั้งหมดเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ถ้าไม่โดยสายเลือดก็คงต้องโดยวัฒนธรรม อย่างน้อยทุกคนก็ไหว้เจ้ากันได้อย่างคล่องแคล่ว พูดชื่อเทพเจ้ากันได้หมดทุกองค์แถวนั้น มีคนหนึ่งที่ได้คุย เกิดเมืองจีนจนอายุสิบกว่าขวบค่อยมาอยู่เมืองไทย พูดไทยคล่องปร๋อ เกือบทุกคนพูดจีนได้ แต่มีเพียงประมาณครึ่งหนึ่งที่พูดจีนกลาง หัวหน้าทัวร์เองก็เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน พูดจีนกลางได้ ไกด์เป็นคนจีน พูดจีนกลาง พูดไทยไม่ได้

เราเดินทางกันเป็นว่าเล่น ลงจากเครื่องบิน ก็ต่อรถทัวร์ทันทีเพื่อไปท่าเรือ ขึ้นเรือไปเกาะใหญ่ ก่อนจะต่อรถเพื่อไปต่อเรือไปเกาะเล็ก เพื่อไหว้เจ้าแม่กวนอิม บนรถทัวร์ หัวหน้าไกด์บรรยายเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับสถานที่ที่เราจะไป บ้างก็ช่วยแปลสรุปจากที่ไกด์คนจีนบรรยาย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อ ฮวงจุ้ย และสรรพคุณของอาหารการกินชนิดต่าง ๆ นอกเหนือจากการออกตัวต่าง ๆ นานาว่าพวกเราโชคดีที่โดนฝนนิดเดียว ที่เดินทางมาถึงแบบดีเลย์ไม่มาก ฯลฯ

บนรถทัวร์ ระหว่างทางจากหนิงโป้ไปหยางโจว ไกด์คนจีนอ่านข่าวเรื่องพรก.ฉุกเฉินจากมือถือของเขาให้พวกเราฟัง เป็นภาษาจีนกลาง จากนั้นหัวหน้าทัวร์แปลสรุปให้ เกี่ยวกับประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเรื่องคนเสื้อแดงทำร้ายร่างกายคนที่พวกเขาเข้าใจว่าเป็นนายกอภิสิทธิ์ ในประโยคแรกเธอใช้คำว่า “ไอ้คนเสื้อแดง” ก่อนจะรีบแก้เป็น “คนเสื้อแดง” เฉย ๆ หลังสรุปข่าวเสร็จเธอถามกลุ่มลูกทัวร์ที่นั่งใกล้ ๆ ว่าเธอเล่าอะไรตกหล่นไปไหม และออกตัวว่า ภาษาในข่าวนั้นจะเป็นภาษาที่ยาก เธอเองยังมีความรู้แค่ “ป. 1″ พร้อมย้ำเรื่องพ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกที ว่าในภาษาจีนกลางนั้นแปลตรงตัวออกมาเป็นภาษาไทยได้ว่าอย่างไร เธอไม่แน่ใจนักว่าเป็น พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือกฎอัยการศึก แต่บอกว่าน่าจะเป็นพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แบบเดียวกับที่ประกาศที่พัทยา มีผล 5 จังหวัด กรุงเทพและปริมณฑล “กรุงเทพ นครปฐม อยุธยา ปากน้ำ ปทุมธานี ครบ 5 จังหวัดพอดี”

อ่าน ทัวร์ไหว้เจ้าสงกรานต์ ต่อ

[9 มี.ค.] เสวนา Thai Zaap วิทยุชุมชน-แรงงานอพยพ-ดนตรีสมัยนิยม

(Google Calendar เจ๊ง แอดไม่ได้ ขอประกาศตรงนี้ละกันนะ)

การประชุม Thai Spices Project ครั้งที่ 1
วันที่ 9 มีนาคม 2552
เวลา 9:30 – 15:00 น.
ณ อาคารภาควิชาดนตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา กทม.

ร่วมจัดโดย ภาควิชาดนตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา และ วัฒนศาลา

อ่าน [9 มี.ค.] เสวนา Thai Zaap วิทยุชุมชน-แรงงานอพยพ-ดนตรีสมัยนิยม ต่อ

โลก-นอก/ใน-หนัง : The gods must be crazy

The God Must be Crazy   : ความสุขของคน “ไม่มีเวลา”

โดย : ปอ

มากกว่าเสียงหัวเราะ“เทวดาท่าจะบ๊องส์” ยังถูกโครงการโลกนอก/ในหนังนำมาฉายในฐานะงาน ethnography ชิ้นหนึ่ง ให้เรา”นั่งคุย” กันและได้ “ขบคิด” แง่มุมต่างๆ ในเชิงมานุษยวิทยา หลากหลายเรื่องราวที่สุดแต่สายตาจะมองเห็น

..แต่ประเด็นหนึ่ง ที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงที่การเปรียบเทียบความต่างระหว่างโลก 2 ขั้ว ให้ผู้ชมได้เห็นอย่างชัดเจน ก็คือ โลกของ “ชนเผ่า” (Bushman) และโลกในเมืองที่เต็มไปคนมีอารยธรรม (Civiled man) น่าสนใจว่า มาตรวัดระดับความเจริญของสังคมทั้ง 2 นี้อยู่ที่อะไร??

..คงอยู่ที่ใครมอง..หรือมองโดยใช้เกณฑ์อะไรเป็นตัววัด

..เพราะถ้าใช้ความต่างกันของระดับการพัฒนาเทคโนโลยี ความรู้ การเน้นผลิตวัตถุ และการจัดการเวลาให้คุ้มค่าทุกนาทีอย่างนั้นหรือ?? ถ้าเป็นนั้น สังคมชนเผ่าเล็กๆ ของ Xi คงแพ้ราบคาบ

แต่ถ้าวัดกันที่ระดับความสุขล่ะ…การพัฒนาทางวัตถุมากมายจะมีความหมายสักเพียงไหน??
อ่าน โลก-นอก/ใน-หนัง : The gods must be crazy ต่อ

โลก-นอก/ใน-หนัง : The gods must be crazy and The Sleeping Dictionary

The God Must be Crazy and Sleeping Dictionary : เมื่อตัวตนหายไปใน “โรงเรียน”

เขียนโดย NIK

The God must be crazy

จุดเล็กๆจุดหนึ่งที่ไม่โดดเด่นและคงไม่ใช่จุดเน้นของ ‘เทวดาท่าจะบ๊อง’ ทั้งโดย รูปลักษณ์และการนำเสนอแต่สะกิดใจผู้เขียนอย่างมากคือเรือนไม้ชั้นเดียว หน้าต่างรอบด้านหลังนั้น  สถานที่ที่พระเอก(รึเปล่า?) ต้องเคาะประตูตามธรรมเนียมตะวันตกทุกครั้งก่อนเข้าไปพบคุณครูสาวสวย  ใช่แล้ว ผู้เขียนกำลังพูดถึงโรงเรียน แต่ไม่ใช่ด้วยความติดใจกับลักษณะทางสถาปัตยกรรมแต่ติดใจว่าทำไมต้องตั้งโรงเรียนเพื่อสอนภาษาอังกฤษกับคนในอีกทวีปหนึ่งซึ่งในชีวิตประจำวันไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเลยด้วย

อ่าน โลก-นอก/ใน-หนัง : The gods must be crazy and The Sleeping Dictionary ต่อ

หน้า 1 / 3123